เงินเฟ้อคือการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของระดับราคาสินค้าและบริการโดยรวมทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ซึ่งหมายความว่าเงินมีอำนาจซื้อลดลง เพราะเงินแต่ละหน่วยสามารถซื้อสินค้าและบริการได้น้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป
เงินเฟ้อวัดได้จากดัชนีราคา เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งติดตามต้นทุนของรายการต่าง ๆ เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย การขนส่ง และการดูแลสุขภาพ อัตราเงินเฟ้อซึ่งมักอ้างอิงเป็นเปอร์เซ็นต์รายปี แสดงให้เห็นว่าราคากำลังเพิ่มขึ้นเร็วเพียงใดในช่วงเวลาที่กำหนด ธนาคารกลางมักปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินเฟ้อที่สูงเกินไป และปรับลดลงเพื่อกระตุ้นเมื่อเงินเฟ้อต่ำเกินไป
เงินเฟ้อเป็นสิ่งตรงข้ามกับภาวะเงินฝืด ซึ่งเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องของระดับราคาโดยรวม เงินเฟ้อในระดับอ่อน ๆ เป็นเป้าหมายปกติของธนาคารกลางส่วนใหญ่ ขณะที่ภาวะเงินฝืดอาจจัดการได้ยากกว่า เพราะราคาที่ลดลงมักทำให้ผู้บริโภคและธุรกิจชะลอการใช้จ่าย เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อบั่นทอนมูลค่าของเงินออม ค่าจ้าง และผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริง ดังนั้นนักลงทุนจึงปรับพอร์ตเพื่อป้องกันผลกระทบจากเงินเฟ้อ
สินค้าชิ้นหนึ่งมีราคา USD 100 ในปีนี้
หากอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 5% สินค้าชิ้นเดิมจะมีราคา USD 105 ในปีหน้า:
USD 100 √ó 1.05 = USD 105
คุณต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าชิ้นเดิม ดังนั้นอำนาจซื้อของเงินสดของคุณจึงลดลง