Forex Trading คืออะไร?
Forex trading คือการซื้อสกุลเงินหนึ่งพร้อมกับขายอีกสกุลเงินหนึ่งในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแบบ OTC ทั่วโลก การเทรด Forex จะอยู่ในรูปแบบของคู่สกุลเงิน เช่น EUR/USD หรือ GBP/USD ซึ่งสะท้อนอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินสองสกุล นักเทรดจะคาดการณ์ว่าสกุลเงินหนึ่งจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าเมื่อเทียบกับอีกสกุลเงินหนึ่ง
เมื่อคุณเทรด Forex สิ่งที่คุณซื้อขายจริงๆ คือตัวอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การรับมอบเงินสดจริง นักเทรดรายย่อยส่วนใหญ่เข้าสู่ตลาดผ่านบัญชี Margin ซึ่งช่วยให้ควบคุม Position ขนาดใหญ่ได้โดยใช้เงินฝากเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย
Futures Trading คืออะไร?
Futures trading คือการซื้อขายสัญญามาตรฐานที่ผูกพันให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ณ วันที่ระบุในอนาคต
สัญญา Futures เป็นสัญญาอนุพันธ์ประเภทหนึ่ง โดยมีสินทรัพย์อ้างอิงได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ สกุลเงิน ดัชนีหุ้น หรือผลิตภัณฑ์อัตราดอกเบี้ย นักเทรดซื้อขายตัวสัญญาโดยตรง ไม่ใช่สินทรัพย์จริง และสัญญาแต่ละฉบับมีการกำหนดมาตรฐานไว้อย่างชัดเจน ทั้งขนาดสัญญา วันหมดอายุ และกฎการชำระราคา
8 ความแตกต่างระหว่าง Forex Trading และ Futures Trading
ความแตกต่างหลัก 8 ข้อระหว่าง Forex trading และ Futures trading ได้แก่ โครงสร้างตลาด, สถานที่ซื้อขาย, มาตรฐานของสัญญา, Leverage, วันหมดอายุ, โมเดลการกำหนดราคา, เวลาซื้อขาย และประเภทสินทรัพย์
1. โครงสร้างตลาด (Market Structure)
โครงสร้างตลาด คือวิธีที่ตลาดถูกจัดระเบียบ รวมถึงกระบวนการจับคู่คำสั่งซื้อขายและการกำหนดราคาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
ใน Forex trading ตลาดมีโครงสร้างแบบกระจายศูนย์และเป็น OTC ไม่มีตลาดกลางแห่งเดียว ราคาถูกเสนอโดยธนาคารและผู้ให้สภาพคล่อง และการซื้อขายเกิดขึ้นผ่านเครือข่ายโบรกเกอร์และสถาบันการเงิน โครงสร้างนี้ช่วยให้มีการเสนอราคาอย่างต่อเนื่องทั่วศูนย์กลางการเงินโลก แต่ราคามาจากหลายแหล่งแทนที่จะมาจาก Order Book ส่วนกลางเพียงแห่งเดียว
ใน Futures trading ตลาดมีโครงสร้างแบบรวมศูนย์และซื้อขายบนตลาดที่มีการกำกับดูแล สัญญาทั้งหมดซื้อขายบน Exchange และคำสั่งซื้อขายถูกจับคู่ผ่าน Order Book กลาง นอกจากนี้ยังมี Clearinghouse ทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาของทุกธุรกรรม ซึ่งช่วยให้การซื้อขายเป็นมาตรฐานและลดความเสี่ยงด้านคู่สัญญาระหว่างนักเทรดแต่ละราย
2. สถานที่ซื้อขาย (Trading Venue)
สถานที่ซื้อขาย คือสถานที่จริงหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่คำสั่งซื้อและขายถูกส่งเข้ามาและจับคู่กัน
ใน Forex trading สถานที่ซื้อขายคือเครือข่ายกระจายศูนย์ของธนาคาร โบรกเกอร์ และผู้ให้สภาพคล่อง การซื้อขายเกิดขึ้นแบบ OTC ผ่านแพลตฟอร์มของโบรกเกอร์ ไม่ใช่บน Exchange กลาง โบรกเกอร์แต่ละรายเชื่อมต่อกับแหล่งสภาพคล่องของตัวเอง ทำให้ราคาและการ Execute คำสั่งอาจแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละผู้ให้บริการ
ใน Futures trading สถานที่ซื้อขายคือ Exchange ที่มีการกำกับดูแล เช่น Chicago Mercantile Exchange คำสั่งทั้งหมดถูกส่งไปยัง Order Book กลางของ Exchange และจับคู่กันอย่างโปร่งใส โดย Exchange และ Clearinghouse จัดการการชำระราคาและการบริหาร Margin ภายใต้กฎมาตรฐานเดียวกัน
3. มาตรฐานของสัญญา (Contract Standardization)
มาตรฐานของสัญญา คือความยืดหยุ่นหรือความคงที่ของขนาดการซื้อขาย วันหมดอายุ และเงื่อนไขการชำระราคา
ใน Forex trading ขนาด Position มีความยืดหยุ่นสูง โดย Standard Lot เท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก, Mini Lot เท่ากับ 10,000 หน่วย และ Micro Lot เท่ากับ 1,000 หน่วย โบรกเกอร์หลายรายยังรองรับ Nano Lot ที่ 100 หน่วย นักเทรดสามารถเลือกขนาด Position ได้อย่างแม่นยำตามขนาดบัญชีและระดับความเสี่ยงที่รับได้ ทั้งนี้ Position แบบ Spot Forex ไม่มีวันหมดอายุที่กำหนดไว้
ใน Futures trading ขนาดสัญญาถูกกำหนดมาตรฐานโดย Exchange ตัวอย่างเช่น สัญญา Euro FX Futures มาตรฐานบน Chicago Mercantile Exchange แทนมูลค่า 125,000 ยูโรต่อสัญญา นักเทรดต้องซื้อขายเป็นจำนวนสัญญาเต็ม แม้บาง Exchange จะมีสัญญา Micro Futures ขนาดเล็กกว่า เช่น 12,500 ยูโรต่อสัญญาก็ตาม นอกจากนี้สัญญา Futures แต่ละฉบับยังมีวันหมดอายุและเงื่อนไขการชำระราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
4. Leverage
Leverage คือการใช้ Margin เพื่อควบคุม Position ขนาดใหญ่ด้วยเงินทุนจำนวนน้อยกว่า
ใน Forex trading Leverage ถูกกำหนดโดยโบรกเกอร์และถูกควบคุมโดยหน่วยงานกำกับดูแลในแต่ละประเทศ สำหรับนักเทรดรายย่อย Leverage มักถูกจำกัดที่ 30:1 ในตลาดที่มีการกำกับดูแล เช่น สหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย ขณะที่โบรกเกอร์ Offshore บางรายเสนอ Leverage สูงถึง 100:1 หรือมากกว่า ด้วย Leverage 30:1 นักเทรดสามารถควบคุม Position มูลค่า 30,000 ดอลลาร์ด้วย Margin เพียง 1,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม Leverage เพิ่มทั้งโอกาสทำกำไรและความเสี่ยงจากการขาดทุนในเวลาเดียวกัน
ใน Futures trading Leverage ถูกกำหนดโดย Exchange ผ่านข้อกำหนด Initial Margin และ Maintenance Margin ตัวอย่างเช่น สัญญา E-mini S&P 500 Futures บน Chicago Mercantile Exchange มีมูลค่า 50 ดอลลาร์คูณกับระดับดัชนี S&P 500 หากดัชนีอยู่ที่ 5,000 จุด มูลค่าสัญญาจะเท่ากับ 250,000 ดอลลาร์ และหาก Exchange กำหนด Initial Margin ไว้ที่ 12,500 ดอลลาร์ Leverage ที่แท้จริงจะอยู่ที่ 20:1 นักเทรดไม่สามารถปรับอัตรานี้ได้อย่างอิสระ เนื่องจากถูกกำหนดไว้ในกรอบ Margin ของสัญญาแล้ว
5. วันหมดอายุ (Expiry)
วันหมดอายุ คือการที่สัญญาซื้อขายมีวันชำระราคาที่แน่นอน ซึ่งหลังจากนั้น Position จะต้องถูกปิด ชำระ หรือ Rollover
ใน Forex trading Position แบบ Spot ไม่มีวันหมดอายุที่กำหนดไว้ นักเทรดสามารถถือ Position ได้อย่างไม่มีกำหนด ตราบใดที่ยังมี Margin เพียงพอ อย่างไรก็ตาม Position ที่ถือข้ามคืนอาจมีค่าใช้จ่าย Rollover หรือ Swap แต่ไม่มีการบังคับให้ปิดสัญญา
ใน Futures trading สัญญาทุกฉบับมีเดือนหมดอายุที่กำหนดไว้ล่วงหน้าโดย Exchange ตัวอย่างเช่น Crude Oil Futures บน Chicago Mercantile Exchange มีวันหมดอายุรายเดือนที่แน่นอน หากนักเทรดถือสัญญาจนถึงวันหมดอายุ อาจมีการชำระราคาเป็นเงินสด หรือต้องรับมอบสินทรัพย์จริงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสัญญา นักเทรดส่วนใหญ่จึงนิยมปิด Position หรือทำการ Rollover ไปยังสัญญาเดือนถัดไปก่อนถึงวันหมดอายุ เพื่อรักษาการลงทุนในตลาดต่อเนื่อง
6. โมเดลการกำหนดราคา (Pricing Model)
โมเดลการกำหนดราคา คือวิธีที่ราคาซื้อและราคาขายถูกเสนอ รวมถึงโครงสร้างต้นทุนในการซื้อขาย
ใน Forex trading ราคาถูกเสนอโดยโบรกเกอร์โดยอ้างอิงจาก Feed ของผู้ให้สภาพคล่อง นักเทรดจะจ่ายค่าใช้จ่ายผ่าน Bid-Ask Spread และบางบัญชียังมีค่าคอมมิชชั่นต่อ Lot เพิ่มเติม Spread อาจเป็นแบบคงที่หรือแปรผันตามสภาพคล่องของตลาด ในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง Spread อาจกว้างขึ้น เนื่องจากราคามาจากผู้ให้สภาพคล่องหลายรายในตลาด OTC
ใน Futures trading ราคาถูกกำหนดผ่าน Order Book กลางบน Exchange เช่น Chicago Mercantile Exchange นักเทรดสามารถเห็น Depth of Market ได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งปริมาณ Bid และ Ask ในแต่ละระดับราคา ต้นทุนการซื้อขายมักประกอบด้วย Bid-Ask Spread ที่แคบตามที่ Exchange กำหนด บวกกับค่าคอมมิชชั่นคงที่ต่อสัญญา ตัวอย่างเช่น Natural Gas Futures ซื้อขายด้วย Tick Size มาตรฐาน และแต่ละ Tick มีมูลค่าเป็นดอลลาร์ที่กำหนดไว้ชัดเจนในข้อกำหนดของสัญญา
7. เวลาซื้อขาย (Trading Hours)
เวลาซื้อขาย คือช่วงเวลาที่ตลาดเปิดให้ส่งคำสั่งและซื้อขายได้
ใน Forex trading ตลาดเปิด 24 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่ 22:00 UTC วันอาทิตย์ถึง 22:00 UTC วันศุกร์ กิจกรรมการซื้อขายเคลื่อนผ่านศูนย์กลางการเงินหลักของโลก ได้แก่ ซิดนีย์ โตเกียว ลอนดอน และนิวยอร์ก สภาพคล่องสูงที่สุดในช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกัน ระหว่าง 13:00 UTC ถึง 16:00 UTC ซึ่งเป็นช่วงที่ Spread มักแคบที่สุดและการ Execute คำสั่งมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ใน Futures trading เวลาซื้อขายถูกกำหนดโดย Exchange ที่รองรับสัญญานั้นๆ สัญญา Futures หลักส่วนใหญ่ซื้อขายได้เกือบตลอด 24 ชั่วโมงในวันทำการ แต่มีช่วงหยุดพักระบบตามกำหนด นอกจากนี้ตลาด Futures ยังปิดทำการในช่วงสุดสัปดาห์และเปิดใหม่ตามตารางเวลาของ Exchange
8. ประเภทสินทรัพย์ (Trading Instruments)
ประเภทสินทรัพย์ คือชนิดของสินทรัพย์ที่สามารถซื้อขายได้ในตลาดนั้นๆ
ใน Forex trading สินทรัพย์ที่ซื้อขายคือคู่สกุลเงิน ซึ่งแบ่งออกเป็น Major Pairs เช่น EUR/USD และ USD/JPY, Minor Pairs เช่น EUR/GBP และ Exotic Pairs เช่น USD/TRY การซื้อขายทุกครั้งคือการแลกเปลี่ยนสกุลเงินหนึ่งกับอีกสกุลเงินหนึ่ง โดยการเคลื่อนไหวของราคาได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากความแตกต่างด้านอัตราดอกเบี้ย ข้อมูลเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินระหว่างสองประเทศ
ใน Futures trading สินทรัพย์ที่ซื้อขายครอบคลุมหลากหลายกว่ามาก สัญญา Futures มีให้เลือกทั้งสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำและน้ำมันดิบ, ดัชนีหุ้น เช่น S&P 500, พันธบัตรรัฐบาล, อัตราดอกเบี้ย และสกุลเงิน สินทรัพย์แต่ละประเภทซื้อขายในรูปสัญญามาตรฐานที่มีขนาดและวันหมดอายุกำหนดไว้ล่วงหน้าโดย Exchange
ข้อดีและข้อเสียของ Forex Trading คืออะไร?
Forex trading มีข้อดี 7 ข้อ ดังนี้
เข้าถึงตลาดได้ตลอดทุกวันทำการ ตั้งแต่ 22:00 UTC วันอาทิตย์ถึง 22:00 UTC วันศุกร์ ครอบคลุมทุก Session การเทรดทั่วโลก
สภาพคล่องสูงในคู่สกุลเงินหลัก รองรับการ Execute คำสั่งได้รวดเร็วและ Spread แคบ
มีผู้เข้าร่วมตลาดจำนวนมากจากทั่วโลก ทำให้การบิดเบือนราคาอย่างต่อเนื่องทำได้ยาก
เปิด Long หรือ Short ได้อย่างเท่าเทียมกัน นักเทรดสามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง
มีคู่สกุลเงินให้เลือกหลากหลาย ทั้ง Major, Minor และ Exotic Pairs เปิดโอกาสการเทรดได้กว้างขวาง
ใช้ Margin trading ควบคุม Position ขนาดใหญ่ได้ด้วยเงินฝากเริ่มต้นที่น้อยกว่า
มีโอกาส Hedge ตามธรรมชาติ เนื่องจากคู่สกุลเงินสามารถใช้ชดเชยความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจหรือสกุลเงินที่ต้องการได้
Forex trading มีข้อเสีย 5 ข้อ ดังนี้
ขึ้นอยู่กับคุณภาพการเสนอราคาและการ Execute ของโบรกเกอร์ เนื่องจาก Forex เป็นตลาดแบบ OTC
มีความเสี่ยงด้านคู่สัญญา เพราะโบรกเกอร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการซื้อขาย
ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ซึ่งอาจจำกัด Leverage หรือผลิตภัณฑ์การเทรดบางประเภท
ราคาอาจเคลื่อนไหวรุนแรงจากเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่คาดคิด เช่น การตัดสินใจของธนาคารกลางหรือข้อมูลเงินเฟ้อ
ความเสี่ยงจาก Leverage ที่การกำหนดขนาด Position ผิดพลาดอาจขยายการขาดทุนได้รวดเร็วและกระทบเงินทุน
ข้อดีและข้อเสียของ Futures Trading คืออะไร?
Futures trading มีข้อดี 7 ข้อ ดังนี้
กระจายพอร์ตการลงทุนได้หลากหลาย เนื่องจากสัญญา Futures ครอบคลุมสินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนีหุ้น อัตราดอกเบี้ย สกุลเงิน และพลังงาน
Leverage สูง ช่วยให้ควบคุมสัญญามูลค่าสูงได้ด้วยเงิน Margin เพียงเล็กน้อย
สภาพคล่องสูงในสัญญาหลัก รองรับการ Execute คำสั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพและ Spread แคบ
ซื้อขายได้เกือบตลอด 24 ชั่วโมงในวันทำการ เข้าถึงตลาดโลกได้ทุก Timezone
เปิด Long หรือ Short ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง
มีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและ Hedge ที่ผู้ผลิต สถาบัน และนักลงทุนใช้จัดการความเสี่ยงด้านราคา
ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในบางประเทศ โดย Futures อาจได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าด้าน Capital Gains เมื่อเทียบกับตราสารอื่น
Futures trading มีข้อเสีย 6 ข้อ ดังนี้
Leverage อาจขยายการขาดทุนจนเกิน Initial Margin หากไม่ควบคุมความเสี่ยง
บางสัญญามีความผันผวนสูง โดยเฉพาะ Futures สินค้าโภคภัณฑ์และดัชนีหุ้นในช่วงเหตุการณ์สำคัญ
สัญญามีความซับซ้อน ทั้งในแง่ Tick Size, รอบหมดอายุ, กฎการชำระราคา และข้อกำหนด Margin
สัญญามีวันหมดอายุบังคับ นักเทรดต้อง Rollover Position เพื่อรักษาการลงทุนต่อเนื่อง
มีความเสี่ยงด้านการ Execute เช่น Slippage หรือการ Fill คำสั่งบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว
การบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากราคาอาจเคลื่อนไหวรุนแรงและถูกขับเคลื่อนโดยเหตุการณ์โลกที่คาดเดาได้ยาก
จะเลือกเทรด Forex หรือ Futures ดี?
การเลือกระหว่าง Forex และ Futures ขึ้นอยู่กับความชอบในโครงสร้างตลาดและความโปร่งใสด้านราคาของคุณ
เลือก Forex trading หากคุณต้องการความยืดหยุ่นในการกำหนดขนาด Position เข้าถึงบัญชีได้ง่าย และชอบการ Execute แบบ OTC ที่กระจายศูนย์ Forex โดดเด่นด้านความสะดวกในการเข้าถึงและปริมาณการซื้อขายที่สูง โดยเฉพาะในคู่สกุลเงินหลัก รองรับการซื้อขายขนาด Micro Lot ทำให้ควบคุมความเสี่ยงได้ง่ายขึ้นสำหรับบัญชีขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม การเปิด Position ขนาดที่มีนัยสำคัญด้วย Leverage ที่อนุรักษ์นิยมอาจต้องใช้ทุนมากกว่า และราคาขึ้นอยู่กับ Spread ของโบรกเกอร์แทนที่จะมาจาก Order Book กลาง
เลือก Futures trading หากคุณต้องการตลาดที่มีการกำกับดูแลแบบรวมศูนย์ ราคาโปร่งใส และโครงสร้างค่าคอมมิชชั่นที่ชัดเจน Futures ซื้อขายบน Exchange ที่มีการกำกับดูแล มี Order Book ที่มองเห็นได้ สัญญามาตรฐาน และการชำระราคาผ่าน Clearinghouse นักเทรดที่ Active หลายคนชอบ Futures สำหรับ Day Trading เพราะ Tick Value สม่ำเสมอ ข้อกำหนด Margin มีโครงสร้างชัดเจน และราคามาจากตลาดโดยตรง
สำหรับเทรดเดอร์ไทยที่เพิ่งเริ่มต้น Forex มักเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะกว่า โบรกเกอร์ Forex ที่ให้บริการในไทยส่วนใหญ่เป็นโบรกเกอร์ต่างประเทศที่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลระดับสากล และหลายรายรองรับการเปิดบัญชีออนไลน์ พร้อมมีแพลตฟอร์มและทีมซัพพอร์ตภาษาไทย ขณะที่ Futures trading มีความซับซ้อนกว่าในแง่โครงสร้างสัญญา เช่น Tick Size, วันหมดอายุ และข้อกำหนด Margin ที่ต้องทำความเข้าใจก่อนเริ่มเทรด
เริ่มต้นเทรด Forex ได้อย่างไร?
ทำตาม 8 ขั้นตอนนี้เพื่อเริ่มต้นเทรด Forex
ทำความเข้าใจวิธีการทำงานของตลาด Forex
เลือกรูปแบบการเทรด Forex ที่เหมาะกับตัวเอง
เปรียบเทียบและเลือกโบรกเกอร์ Forex ที่มีใบอนุญาต
เปิดและยืนยันบัญชี Forex ของคุณ
เลือกคู่สกุลเงินที่ต้องการเทรด
วางแผนการเทรด Forex
Execute การเทรด Forex ครั้งแรกของคุณ
ติดตามและบริหารจัดการ Position
เริ่มต้นเทรด Futures ได้อย่างไร?
ทำตาม 7 ขั้นตอนนี้เพื่อเริ่มต้นเทรด Futures
เรียนรู้พื้นฐานของ Futures trading
ทำความเข้าใจการบริหารความเสี่ยงและเงินทุน
เปิดบัญชี Futures trading
เลือกตลาด Futures ที่ต้องการเทรด
เริ่มต้นด้วย Micro Contracts
พัฒนากลยุทธ์การเทรด
ฝึกวินัยและจิตวิทยาการเทรด
















