บทความ

Forex vs หุ้น เลือกเทรดอะไรดี?

Forex คือการแลกเปลี่ยนสกุลเงินในตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศระดับโลกแบบ Over-the-Counter ส่วน Stock Trading คือการซื้อขายหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งสองตลาดแตกต่างกันใน 8 ด้านหลัก ได้แก่ ประเภทสินทรัพย์, ขนาดตลาดและสภาพคล่อง, เวลาซื้อขาย, การกำกับดูแล, ปัจจัยขับเคลื่อนราคา, ความผันผวน, เลเวอเรจ และต้นทุนการเทรด Forex เน้นซื้อขายคู่สกุลเงินในตลาดแบบกระจายศูนย์ที่ปริมาณซื้อขายต่อวันสูงกว่า ค่า Spread แคบกว่า และใช้เลเวอเรจได้สูงกว่า ส่วนการเทรดหุ้นเน้นซื้อขายหุ้นรายบริษัทผ่านตลาดหลักทรัพย์ที่มีศูนย์กลางชัดเจน โดยราคาจะขึ้นลงตามปัจจัยของบริษัทเป็นหลัก และใช้เลเวอเรจในระดับที่ต่ำกว่า ถ้าคุณชอบตลาดที่มีสภาพคล่องสูง ต้นทุนต่ำ และอยากจับโอกาสระยะสั้นด้วยเลเวอเรจ Forex อาจตอบโจทย์คุณได้ดีกว่า แต่ถ้าคุณสนใจลงทุนในบริษัทที่เชื่อมั่น อยากได้รับเงินปันผล และชอบแนวทางที่ความเสี่ยงจัดการได้ง่ายกว่า การเทรดหุ้นน่าจะเหมาะกับสไตล์ของคุณมากกว่า

Forex Trading คืออะไร?

Forex Trading คือการแลกเปลี่ยนสกุลเงินหนึ่งเป็นอีกสกุลเงินหนึ่งในตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศระดับโลกแบบ Over-the-Counter (OTC)

การเทรด Forex คือการซื้อสกุลเงินหนึ่งและขายอีกสกุลเงินหนึ่งพร้อมกันในอัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสกุลเงินถึงต้องอ้างอิงกันเป็นคู่ เช่น EUR/USD หรือ GBP/USD เมื่อคุณเทรด Forex คุณกำลังคาดการณ์ว่าสกุลเงินหนึ่งจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าเมื่อเทียบกับอีกสกุลเงินหนึ่ง

Stock Trading คืออะไร?

Stock Trading คือการซื้อขายหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

การเทรดหุ้นคือการซื้อหุ้น ซึ่งเป็นตราสารทางการเงินที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของบางส่วนในบริษัทนั้น แล้วขายออกในภายหลังเพื่อทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาด เมื่อคุณเทรดหุ้น คุณกำลังคาดการณ์ว่าราคาหุ้นของบริษัทนั้นจะขึ้นหรือลงในช่วงเวลาที่กำหนด

8 ความแตกต่างระหว่าง Forex Trading และ Stock Trading

ความแตกต่างหลัก 8 ด้านระหว่าง Forex Trading และ Stock Trading ได้แก่ ประเภทสินทรัพย์, ขนาดตลาดและสภาพคล่อง, เวลาซื้อขาย, การกำกับดูแล, ปัจจัยขับเคลื่อนราคา, ความผันผวน, เลเวอเรจ และต้นทุนการเทรด

ด้านForex TradingStock Trading
ประเภทสินทรัพย์คู่สกุลเงิน เช่น EUR/USD และ USD/JPY ซื้อขายเป็นคู่เสมอหุ้นรายบริษัท ที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของบางส่วนในบริษัทนั้น
ขนาดตลาดและสภาพคล่องตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันกว่า 9.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สภาพคล่องสูงมากในคู่สกุลเงินหลักมูลค่าตลาดรวมสูง แต่สภาพคล่องแตกต่างกันตามแต่ละหุ้น
เวลาซื้อขายเปิด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่ 22:00 UTC วันอาทิตย์ ถึง 22:00 UTC วันศุกร์เปิดตามเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์แต่ละแห่ง มีช่วง Pre-market และ After-hours ที่จำกัด
การกำกับดูแลตลาด OTC แบบกระจายศูนย์ กำกับดูแลในระดับโบรกเกอร์ตามเขตอำนาจแต่ละประเทศตลาดหลักทรัพย์แบบรวมศูนย์ มีกฎเกณฑ์ด้านการจดทะเบียน การรายงาน และกฎหมายหลักทรัพย์ที่เข้มงวด
ปัจจัยขับเคลื่อนราคาขับเคลื่อนหลักด้วยข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค อัตราดอกเบี้ย และนโยบายของธนาคารกลางขับเคลื่อนหลักด้วยผลประกอบการของบริษัท แนวโน้มของอุตสาหกรรม และข่าวสารองค์กร
ความผันผวนคู่สกุลเงินหลักเคลื่อนไหวโดยเฉลี่ย 0.5%–1% ต่อวันในภาวะปกติหุ้นรายตัวอาจเคลื่อนไหว 1%–10% หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับข่าวสารของบริษัท
เลเวอเรจเลเวอเรจสำหรับนักลงทุนรายย่อยสูงกว่า มักอยู่ที่ 30:1 หรือ 50:1 ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละประเทศเลเวอเรจสำหรับนักลงทุนรายย่อยต่ำกว่า โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2:1 สำหรับบัญชี Margin
ต้นทุนการเทรดต้นทุนหลักคือค่า Spread และอาจมีค่าคอมมิชชัน โดยทั่วไปค่า Spread แคบในคู่สกุลเงินหลักมีทั้งค่าคอมมิชชัน ค่า Spread ค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์ และดอกเบี้ย Margin


1. ประเภทสินทรัพย์

Trading Instruments คือสินทรัพย์ทางการเงินที่นักเทรดซื้อและขายในตลาด


ใน Forex Trading สินทรัพย์ที่ซื้อขายคือคู่สกุลเงิน ทุกการเทรดจะมีสองสกุลเงินอ้างอิงกันเสมอ เช่น EUR/USD หรือ USD/JPY นักเทรดเก็งกำไรจากมูลค่าของสกุลเงินหนึ่งเมื่อเทียบกับอีกสกุลหนึ่ง และจะเปิดออร์เดอร์เป็นคู่เสมอ ไม่ใช่สินทรัพย์เดี่ยว โดยทั่วไปโบรกเกอร์จะให้เลือกซื้อขายทั้งคู่สกุลเงินหลัก (Major) รอง (Minor) และคู่สกุลเงินแปลกใหม่ (Exotic)


ใน Stock Trading สินทรัพย์ที่ซื้อขายคือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนรายบริษัท หุ้นแต่ละตัวแสดงถึงความเป็นเจ้าของบางส่วนในบริษัทนั้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเทคโนโลยี ธนาคาร หรือบริษัทพลังงาน นักเทรดซื้อหรือขายหุ้นตามการคาดการณ์เกี่ยวกับผลประกอบการ ผลกำไร และแนวโน้มธุรกิจของบริษัทนั้น ต่างจาก Forex ตรงที่หุ้นจะซื้อขายทีละตัว ไม่ใช่เป็นคู่


2. ขนาดตลาดและสภาพคล่อง 

ขนาดตลาดและสภาพคล่อง หมายถึงปริมาณการซื้อขายรวมในตลาด และความง่ายในการเข้าหรือออกจากตลาดโดยไม่ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงมากนัก


ใน Forex Trading ตลาดแห่งนี้คือตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูงกว่า 9.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานของ Bank for International Settlements เดือนเมษายน 2025 คู่สกุลเงินหลักอย่าง EUR/USD มีปริมาณซื้อขายสูงมาก ส่งผลให้ค่า Spread แคบ การส่งคำสั่งรวดเร็ว และ Slippage ต่ำในภาวะตลาดปกติ สภาพคล่องที่ลึกนี้ทำให้นักเทรดเปิดและปิดออร์เดอร์ได้รวดเร็ว แม้จะเทรดในขนาดที่ใหญ่ขึ้น


ใน Stock Trading ขนาดตลาดวัดจากมูลค่ารวมของบริษัทจดทะเบียนและปริมาณซื้อขายในแต่ละวัน แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมกันจะมีมูลค่าหลายสิบล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สภาพคล่องกระจายอยู่ในหุ้นนับพันตัว หุ้นขนาดใหญ่ในดัชนีหลักมักมีสภาพคล่องสูงและค่า Spread แคบ ขณะที่หุ้นขนาดเล็กอาจมีปริมาณซื้อขายน้อยกว่า ค่า Spread กว้างกว่า และราคาอาจเคลื่อนไหวมากขึ้นเมื่อมีคำสั่งขนาดใหญ่เข้ามา


3. เวลาซื้อขาย

เวลาซื้อขาย คือช่วงเวลาที่ตลาดเปิดให้ส่งคำสั่งได้ในแต่ละสัปดาห์

ใน Forex Trading ตลาดเปิดทำการ 24 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่ 22:00 UTC วันอาทิตย์ (17:00 EST / 05:00 น. วันจันทร์ตามเวลาไทย) ถึง 22:00 UTC วันศุกร์ (17:00 EST / 05:00 น. วันเสาร์ตามเวลาไทย) การซื้อขายจะเวียนตามศูนย์กลางการเงินหลักของโลก โดยสภาพคล่องสูงสุดในช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทับกัน ระหว่าง 13:00–16:00 UTC (08:00–11:00 EST) ซึ่งตรงกับ 20:00–23:00 น. ตามเวลาไทย การเข้าถึงตลาดต่อเนื่องตลอดวันทำให้นักเทรดตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจและการประกาศของธนาคารกลางได้ทันที

ใน Stock Trading ตลาดเปิดตามเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์แต่ละแห่ง ตัวอย่างเช่น New York Stock Exchange เปิด 14:30–21:00 UTC (09:30–16:00 EST / 21:30–04:00 น. ตามเวลาไทย) วันจันทร์ถึงศุกร์ สำหรับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดทำการ 10:00–12:30 น. และ 14:00–16:30 น. ตามเวลาไทย นอกเวลาดังกล่าวจะมีเซสชัน Pre-market และ After-hours ที่มีสภาพคล่องต่ำกว่า ต่างจาก Forex ตรงที่ตลาดหุ้นปิดช่วงกลางคืนและวันหยุดสุดสัปดาห์


4. การกำกับดูแล

การกำกับดูแล คือกรอบกฎหมายและการกำกับที่ควบคุมการทำงานของตลาด วิธีที่โบรกเกอร์หรือตลาดหลักทรัพย์จัดการเงินของลูกค้า และความคุ้มครองที่นักเทรดจะได้รับ


ใน Forex Trading การกำกับดูแลขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์และประเทศที่จดทะเบียน โบรกเกอร์ในศูนย์กลางการเงินหลักจะถูกกำกับโดยหน่วยงานต่าง ๆ เช่น Financial Conduct Authority (FCA) ในสหราชอาณาจักร, Commodity Futures Trading Commission (CFTC) ในสหรัฐอเมริกา และ Australian Securities and Investments Commission (ASIC) ในออสเตรเลีย หน่วยงานเหล่านี้กำหนดกฎเกี่ยวกับการแยกเงินของลูกค้า เงินทุนสำรอง มาตรฐานการรายงาน และขีดจำกัดเลเวอเรจสำหรับนักลงทุนรายย่อย เนื่องจาก Forex เป็นตลาด OTC ระดับความคุ้มครองจึงขึ้นอยู่กับสถานะการกำกับของโบรกเกอร์เป็นสำคัญ


ใน Stock Trading การกำกับดูแลผูกติดกับตลาดหลักทรัพย์แบบรวมศูนย์และกฎหมายหลักทรัพย์โดยตรง บริษัทจดทะเบียนต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการจดทะเบียน การเปิดเผยข้อมูล และการรายงานที่เข้มงวด และตลาดหลักทรัพย์อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานระดับชาติ เช่น U.S. Securities and Exchange Commission (SEC) ในสหรัฐอเมริกา ตลาดอย่าง New York Stock Exchange บังคับใช้ความโปร่งใส กฎการซื้อขาย และมาตรฐานธรรมาภิบาลองค์กร ทำให้การเทรดหุ้นมีกรอบการกำกับดูแลที่เป็นระบบและเป็นมาตรฐานมากกว่าตลาด Forex


สำหรับนักเทรดในประเทศไทย: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในเชิงกฎหมาย และยังไม่มีกรอบอนุญาตให้โบรกเกอร์ Forex รายย่อยเปิดให้บริการในประเทศได้โดยตรง นักเทรดที่ใช้โบรกเกอร์ต่างประเทศจึงควรตรวจสอบว่าโบรกเกอร์นั้นได้รับการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือในระดับสากล และหลีกเลี่ยงโบรกเกอร์ที่ไม่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานใด ๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกโกง (ดูกรณีศึกษา: คดี Forex-3D ที่สร้างความเสียหายให้นักลงทุนไทยกว่า 2,000 ล้านบาท) สำหรับตลาดหุ้น นักเทรดชาวไทยที่ลงทุนใน SET อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ ก.ล.ต. และกองทุนคุ้มครองผู้ลงทุน (SIPC เทียบเท่าในบริบทไทย)


5. ปัจจัยขับเคลื่อนราคา

ปัจจัยขับเคลื่อนราคา คือปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคาในตลาด


ใน Forex Trading ราคาขับเคลื่อนหลักด้วยข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการเงิน ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ย รายงานเงินเฟ้อ ข้อมูลการจ้างงาน การเติบโตของ GDP และแนวนโยบายของธนาคารกลาง เช่น Federal Reserve และ European Central Bank ค่าเงินจะเคลื่อนไหวเมื่อความคาดหวังต่ออัตราดอกเบี้ยหรือผลประกอบการทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศเปลี่ยนไป


ใน Stock Trading ราคาขับเคลื่อนหลักด้วยปัจจัยเฉพาะของบริษัทและอุตสาหกรรม รายงานผลประกอบการ การเติบโตของรายได้ อัตรากำไร การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร และการประกาศเงินปันผล ล้วนส่งผลโดยตรงต่อราคาหุ้น แม้ภาวะเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยจะมีผลต่อแนวโน้มตลาดโดยรวม แต่หุ้นรายตัวอาจเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงจากข่าวของบริษัทเพียงอย่างเดียว


6. ความผันผวน

ความผันผวน คือระดับและความเร็วของการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดในช่วงเวลาที่กำหนด


ใน Forex Trading คู่สกุลเงินหลักอย่าง EUR/USD มักเคลื่อนไหวประมาณ 0.5%–1% ต่อวันในภาวะตลาดปกติ แม้ในช่วงการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ การเคลื่อนไหวรายวันของคู่สกุลเงินหลักส่วนใหญ่มักไม่เกิน 2% ความผันผวนในระดับนี้ช่วยให้นักเทรดกำหนด Stop-loss ได้แม่นยำขึ้นและควบคุมขนาดออร์เดอร์ได้ดีกว่า แม้ว่าเลเวอเรจยังคงขยายทั้งกำไรและขาดทุนได้อยู่


ใน Stock Trading ความผันผวนแตกต่างกันมากในแต่ละบริษัท หุ้น Large-cap อาจเคลื่อนไหว 1%–3% ในการซื้อขายปกติ ขณะที่หุ้น Small-cap หรือหุ้นที่ได้รับผลจากรายงานผลประกอบการอาจขึ้นหรือลงถึง 5%–10% ในวันเดียว ข่าวเฉพาะบริษัท ผลประกอบการที่เซอร์ไพรส์ตลาด หรือการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม อาจทำให้ราคาเปิดตลาดกระโดดอย่างรุนแรง ซึ่งเพิ่มทั้งโอกาสและความเสี่ยงเมื่อเทียบกับคู่สกุลเงินหลัก


7. เลเวอเรจ (Leverage)

เลเวอเรจ คือการใช้เงินทุนที่ยืมมาเพื่อควบคุมออร์เดอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าด้วยเงินของตัวเองจำนวนน้อยกว่า


ใน Forex Trading เลเวอเรจมักรวมอยู่ในบัญชี Margin และเปิดให้นักลงทุนรายย่อยใช้ได้อย่างแพร่หลาย ขึ้นอยู่กับหน่วยงานกำกับ เลเวอเรจของคู่สกุลเงินหลักมักถูกจำกัดที่ 30:1 ในประเทศอย่างสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย และสูงถึง 50:1 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งหมายความว่านักเทรดสามารถควบคุมออร์เดอร์มูลค่า 30,000 ดอลลาร์ด้วย Margin เพียง 1,000 ดอลลาร์ที่เลเวอเรจ 30:1 เลเวอเรจขยายทั้งกำไรและขาดทุน และการเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อเงินในบัญชี


ใน Stock Trading เลเวอเรจโดยทั่วไปต่ำกว่าและมีข้อจำกัดมากกว่าสำหรับนักลงทุนรายย่อย บัญชีแบบ Cash Account ปกติไม่ใช้เลเวอเรจ ขณะที่บัญชี Margin ในสหรัฐอเมริกามักอนุญาตเลเวอเรจสูงสุดที่ 2:1 สำหรับหุ้นส่วนใหญ่ โบรกเกอร์บางแห่งอาจให้เลเวอเรจสูงกว่าสำหรับลูกค้าประเภทมืออาชีพ แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยมักได้รับสิทธิ์ที่จำกัดกว่า Forex ทำให้ขนาดออร์เดอร์ในการเทรดหุ้นผูกติดกับเงินทุนที่มีอยู่จริงมากกว่า


8. ต้นทุนการเทรด

ต้นทุนการเทรด คือค่าธรรมเนียมและส่วนต่างราคาที่นักเทรดต้องจ่ายเมื่อเปิด ถือ และปิดออร์เดอร์


ใน Forex Trading ต้นทุนส่วนใหญ่รวมอยู่ในค่า Bid-Ask Spread และในบางประเภทบัญชีอาจมีค่าคอมมิชชันคงที่ต่อล็อต คู่สกุลเงินหลักมักมีค่า Spread แคบมากในช่วงที่สภาพคล่องสูง โดยเฉพาะระหว่าง 13:00–16:00 UTC (08:00–11:00 EST) หรือ 20:00–23:00 น. ตามเวลาไทย นักเทรดอาจต้องจ่าย Swap หรือค่า Rollover ข้ามคืนเมื่อถือออร์เดอร์ที่ใช้เลเวอเรจข้ามเวลาตัดรอบ และไม่มีค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์เนื่องจาก Forex ซื้อขายผ่านโบรกเกอร์แบบ OTC


ใน Stock Trading ต้นทุนอาจรวมถึงค่าคอมมิชชันโบรกเกอร์ ค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์ และค่า Bid-Ask Spread แม้โบรกเกอร์หลายแห่งจะเสนอการเทรดหุ้นบางตัวโดยไม่มีค่าคอมมิชชัน แต่ยังคงมีค่า Spread และค่าธรรมเนียมด้านกฎระเบียบ นักเทรดอาจมีต้นทุนเพิ่มเติม เช่น ค่า Clearing ค่าสมัครข้อมูลตลาด และดอกเบี้ย Margin หากมีการกู้ยืมเงิน ต่างจาก Forex ตรงที่ต้นทุนการเทรดหุ้นขึ้นอยู่กับตลาดหลักทรัพย์และหุ้นแต่ละตัวที่ซื้อขาย

ข้อดีและข้อเสียของการเทรด Forex มีอะไรบ้าง?

การเทรด Forex มีข้อดี 7 ประการ ได้แก่

  1. ซื้อขายได้ต่อเนื่องตลอดวันทำการ ตั้งแต่ 22:00 UTC วันอาทิตย์ (17:00 EST) ถึง 22:00 UTC วันศุกร์ (17:00 EST)

  2. สภาพคล่องสูงในคู่สกุลเงินหลัก พร้อมค่า Spread ที่แคบ

  3. มีผู้เข้าร่วมตลาดจำนวนมากจากทั่วโลก ช่วยลดโอกาสที่ราคาจะถูกบิดเบือนได้อย่างต่อเนื่อง

  4. มีโอกาสทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง

  5. เลือกซื้อขายได้ทั้งคู่สกุลเงินหลัก รอง และ Exotic

  6. บัญชี Margin ช่วยให้เข้าถึงตลาดในขนาดที่ใหญ่กว่าด้วยเงินฝากที่น้อยกว่า

  7. ป้องกันความเสี่ยงได้ตามธรรมชาติผ่านการจัดตำแหน่งของคู่สกุลเงิน


การเทรด Forex มีข้อเสีย 5 ประการ ได้แก่


  1. ราคาและคุณภาพการส่งคำสั่งขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์เป็นหลัก

  2. มีความเสี่ยงจากการที่โบรกเกอร์เป็นคู่สัญญาโดยตรง

  3. ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบอาจลดเลเวอเรจหรือจำกัดผลิตภัณฑ์บางประเภท

  4. ราคาอาจเคลื่อนไหวรุนแรงและฉับพลันจากการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจที่ไม่คาดคิด

  5. การใช้เลเวอเรจอย่างไม่ระมัดระวังอาจขยายผลขาดทุนได้อย่างมาก

ข้อดีและข้อเสียของการเทรดหุ้น (stock trading) มีอะไรบ้าง?

การเทรดหุ้นมีข้อดี 7 ประการ ได้แก่

  1. โอกาสทำกำไรจากส่วนต่างราคาเมื่อราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น

  2. รายได้จากเงินปันผลของบริษัทที่มีผลประกอบการดี

  3. ได้เป็นเจ้าของบางส่วนในบริษัทที่ลงทุน

  4. พอร์ตการลงทุนเติบโตในระยะยาวไปพร้อมกับเศรษฐกิจ

  5. ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป

  6. มีโอกาสทำกำไรระยะสั้นผ่านการเทรดเชิงรุก

  7. กระจายความเสี่ยงได้ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ


การเทรดหุ้นมีข้อเสีย 7 ประการ ได้แก่

  1. มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุนบางส่วนหรือทั้งหมด

  2. หุ้นรายตัวมีความผันผวนสูง

  3. ข่าวสารเฉพาะบริษัทอาจทำให้ราคาร่วงลงอย่างรวดเร็วและไม่ทันตั้งตัว

  4. ความกดดันทางจิตใจจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ผันผวน

  5. ทำกำไรระยะสั้นอย่างสม่ำเสมอได้ยาก

  6. มีภาระภาษีจากกำไรส่วนเกินทุนและเงินปันผล

  7. ศักยภาพในการทำกำไรจำกัดหากไม่ใช้เลเวอเรจ

ควรเลือกเทรด Forex หรือหุ้นดี?

คุณควรเลือกระหว่าง Forex กับหุ้นโดยพิจารณาจากสไตล์การเทรดที่ตัวเองถนัดและชอบ

เลือก Forex ถ้าคุณต้องการความยืดหยุ่นด้านเวลา สภาพคล่องสูง และโอกาสทำกำไรระยะสั้นแบบแอคทีฟ ตลาด Forex เปิด 24 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ ทำให้คุณเทรดได้รอบงานหรือตอบสนองต่อข่าวสารทั่วโลกได้แบบเรียลไทม์ คู่สกุลเงินมีปริมาณซื้อขายสูง ค่า Spread มักแคบ และต้นทุนการเทรดโดยทั่วไปต่ำกว่าตลาดอื่น ๆ Forex ยังเหมาะกับ Day Trader ที่ต้องการการเคลื่อนไหวของราคาบ่อยครั้งและต้องการเข้าถึงเลเวอเรจ

เลือกหุ้น ถ้าคุณชอบลงทุนในบริษัทที่สนใจและต้องการบริหารความเสี่ยงในแบบที่วัดผลได้ชัดเจนกว่า ตลาดหุ้นเปิดตามเวลาทำการที่แน่นอนและราคาขึ้นอยู่กับผลประกอบการและความแข็งแกร่งของบริษัท นักเทรดหลายคนมองว่าการเทรดหุ้นมีความก้าวร้าวน้อยกว่าการเทรด Forex ด้วยเลเวอเรจ โดยเฉพาะเมื่อไม่ใช้ Margin หุ้นยังเปิดโอกาสให้ลงทุนระยะยาว รับเงินปันผล และเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป

คุณเป็นนักเทรดชาวไทย? นี่คือสิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม

ถ้าคุณต้องการเทรดรอบงานและมีเวลาช่วงค่ำ Forex เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า เพราะช่วงที่สภาพคล่องสูงสุดของตลาดสากลตรงกับเวลา 20:00–23:00 น. ตามเวลาไทย

ถ้าคุณต้องการลงทุนในหุ้นไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดช่วงเช้าถึงบ่าย ซึ่งสะดวกกว่าสำหรับคนที่ต้องการติดตามตลาดในเวลากลางวัน และมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนกว่าในแง่การคุ้มครองผู้ลงทุน

ไม่ว่าจะเลือกตลาดไหน สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักเทรดชาวไทยคือ เลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ และ ศึกษาความเสี่ยงของเลเวอเรจให้เข้าใจก่อนเปิดบัญชีจริง

เริ่มต้นเทรด Forex ได้อย่างไร?

ทำตาม 8 ขั้นตอนนี้เพื่อเริ่มต้นเทรดตลาด Forex

  1. ทำความเข้าใจว่าตลาด Forex ทำงานอย่างไร

  2. เลือกรูปแบบการเทรด Forex ที่เหมาะกับตัวเอง

  3. เปรียบเทียบและเลือกโบรกเกอร์ Forex ที่ได้รับการกำกับดูแล

  4. เปิดบัญชีและยืนยันตัวตน

  5. เลือกคู่สกุลเงินที่ต้องการเทรด

  6. วางแผนการเทรด Forex ของตัวเอง

  7. เปิดออร์เดอร์แรก

  8. ติดตามและบริหารจัดการออร์เดอร์อย่างต่อเนื่อง

เริ่มต้นเทรดหุ้นได้อย่างไร?

ทำตาม 8 ขั้นตอนนี้เพื่อเริ่มต้นเทรดตลาดหุ้น

  1. ทำความเข้าใจว่าตลาดหุ้นและตลาดหลักทรัพย์ทำงานอย่างไร

  2. กำหนดว่าตัวเองต้องการเป็นนักเทรดหุ้นประเภทไหน

  3. เลือกบัญชีโบรกเกอร์ที่ให้คุณเข้าถึงหุ้นที่ต้องการ

  4. เปิดบัญชีโบรกเกอร์และยืนยันตัวตน

  5. ฝากเงินเข้าบัญชีด้วยวิธีที่ถนัด

  6. ศึกษาหุ้นที่สนใจและสร้าง Watchlist

  7. ส่งคำสั่งโดยเลือกประเภทออร์เดอร์ ขนาดของออร์เดอร์ และกำหนดจุดบริหารความเสี่ยง

  8. ติดตามออร์เดอร์และปิดหรือปรับเปลี่ยนตามแผนที่วางไว้

เทรดอย่างชาญฉลาดวันนี้

เงินทดลอง $10,000
มากกว่า 100 ตลาด
ค่าธรรมเนียมต่ำ สเปรดแคบ
Trading App

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Forex vs หุ้น

Forex ทำกำไรได้มากกว่าหุ้นไหม?

+

หุ้นเทรดง่ายกว่า Forex ไหม?

+

ฉันเทรดทั้ง Forex และหุ้นกับโบรกเกอร์เดียวกันได้ไหม?

+
TMGM
Trade The World
ทีม TMGM Academy และ Market Insights เป็นกลุ่มนักวิเคราะห์ทางการเงินและนักกลยุทธ์การเทรด ด้วยการเข้าถึงข้อมูลสถาบันแบบเรียลไทม์และประสบการณ์การดำเนินงานในตลาดมากกว่าทศวรรษ ทีมให้การวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฟอเร็กซ์ ทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น น้ำมัน) และดัชนี เนื้อหาของเราถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ตามที่ระบุไว้ในหน้าประกาศนโยบายบรรณาธิการของเรา TMGM ปฏิบัติตามแนวทางของ ASIC และ VFSC
เข้าร่วมกับลูกค้ามากกว่า 1,000,000 คนบนแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับรางวัลของเรา
1
สมัครบัญชีจริง
2
ฝากเงิน
เข้าบัญชี
3
เริ่มเทรด
ได้ทันที
เปิดบัญชี