บทความ

เลเวอเรจ (Leverage) คืออะไร? อธิบายแบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่าง

คำว่า Leverage ปรากฏในหลายบริบทที่ต่างกันพอสมควร ทั้งในบทวิเคราะห์โครงสร้างเงินทุนของบริษัท ในบัญชีมาร์จิ้นของตลาดหุ้นไทย ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าบน TFEX และในบัญชีเทรด Forex หรือ CFD แนวคิดพื้นฐานเหมือนกันคือการใช้เงินก้อนหนึ่งเพื่อควบคุมมูลค่าที่ใหญ่กว่า แต่รายละเอียดที่ตามมาต่างกันมาก ทั้งจำนวนเงินหลักประกันที่ต้องวาง ผู้กำกับดูแล และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อราคาเคลื่อนไหวสวนทาง

การเข้าใจเลเวอเรจจึงต้องมองสามเรื่องพร้อมกัน ได้แก่ ขนาดสถานะที่เปิด เงินหลักประกันที่ถูกกันไว้ และผลของราคาที่เปลี่ยนไปต่อเงินในบัญชี หากดูเพียงตัวเลขอัตราส่วนอย่างเดียว จะมองไม่เห็นความเสี่ยงที่แท้จริง

กราฟการเทรดฟอเร็กซ์แสดงตัวอย่างผลกระทบของเลเวอเรจ เน้นให้เห็นว่าเลเวอเรจสามารถขยายทั้งกำไรและขาดทุนได้อย่างไร

Leverage แปลว่าอะไร?

Leverage แปลตรงตัวว่า “คานงัด” ในทางการเงินหมายถึงการใช้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อควบคุมมูลค่าที่สูงกว่าเงินก้อนนั้น

ในบริบทการเทรด หมายถึงการวางเงินหลักประกัน (Margin) ส่วนหนึ่งเพื่อเปิดสถานะที่มีมูลค่ามากกว่าเงินที่วาง ส่วนในตลาดอนุพันธ์ไทยนิยมใช้คำว่า “อัตราทด”

ในการเงินองค์กร Financial Leverage หมายถึงการใช้หนี้ในโครงสร้างเงินทุน ซึ่งอาจวิเคราะห์ผ่านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนหรืออัตราส่วนอื่นแล้วแต่สูตรที่เลือกใช้ ไม่ใช่ความหมายเดียวกับอัตราทดของบัญชีเทรด

จุดร่วมของทุกบริบทคือ เลเวอเรจขยายผลของการเปลี่ยนแปลงราคาทั้งด้านกำไรและด้านขาดทุนในสัดส่วนเดียวกัน

เลเวอเรจทำงานอย่างไร? พร้อมตัวอย่างคำนวณ

วิธีที่เข้าใจง่ายที่สุดคือดูจากตัวเลขจริงก่อน แล้วค่อยถอยกลับมาที่สูตร

สมมติว่าผู้เทรดวางเงินหลักประกัน 1,000 บาท ในบัญชีที่ใช้อัตรา 1:100 เงินจำนวนนี้จะรองรับสถานะที่มีมูลค่าได้ถึง 100,000 บาท เพราะเงิน 1 ส่วนควบคุมมูลค่าได้ 100 ส่วน

เมื่อราคาขยับ 1% ไปในทิศทางที่คาดไว้ มูลค่าสถานะเปลี่ยนไป 1% ของ 100,000 บาท เท่ากับ 1,000 บาท คิดเป็นกำไรราว 100% ของเงินหลักประกัน ที่วางไว้ 1,000 บาท

เมื่อราคาขยับ 1% สวนทาง ตัวเลขเป็นภาพสะท้อนกัน มูลค่าสถานะเปลี่ยนไป 1,000 บาท เช่นกัน คิดเป็นขาดทุนราว 100% ของเงินหลักประกัน ซึ่งในทางปฏิบัติ ระบบมักปิดสถานะตามเกณฑ์ Stop Out ก่อนที่หลักประกันจะหมดพอดี

จุดสำคัญของตัวอย่างนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 100% แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า ด้านกำไรกับด้านขาดทุนใช้การคำนวณชุดเดียวกัน อัตราที่ขยายกำไรได้เท่าไร ก็ขยายขาดทุนได้เท่านั้น

ตัวเลขข้างต้นเป็นการคำนวณเพื่ออธิบายหลักการเท่านั้น ไม่ใช่เงื่อนไขจริงของบัญชี TMGM หรือบัญชีใด ๆ และยังไม่รวมสเปรด ค่าคอมมิชชั่น ค่าธรรมเนียมถือข้ามคืน และ Slippage ผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับขนาดสถานะ สินทรัพย์ที่เทรด และเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย

กราฟอธิบายเลเวอเรจในการเทรดฟอเร็กซ์ แสดงคู่สกุลเงินและอัตราเลเวอเรจ เพื่อช่วยให้เข้าใจการใช้เลเวอเรจได้ดียิ่งขึ้น

สูตรที่อยู่เบื้องหลัง

เมื่อเห็นตัวเลขแล้ว สูตรจะเข้าใจง่ายขึ้น

มูลค่าสถานะ = เงินหลักประกัน × ตัวคูณ Leverage

เงินหลักประกันที่ต้องใช้ = มูลค่าสถานะ ÷ ตัวคูณ Leverage

  • เงินหลักประกัน คือเงินที่ถูกกันไว้จริงในบัญชีเพื่อค้ำสถานะนั้น
  • ตัวคูณ Leverage คือเลขตัวหลังของอัตรา เช่น 1:100 มีตัวคูณเท่ากับ 100
  • มูลค่าสถานะ คือมูลค่าเต็มของสินทรัพย์ที่ถืออยู่ ไม่ใช่เงินที่จ่ายออกไป

สังเกตว่าสองสูตรนี้เป็นสมการเดียวกันที่ย้ายข้าง กำไรและขาดทุนคำนวณจาก มูลค่าสถานะ เสมอ ไม่ได้คำนวณจากเงินหลักประกัน นี่คือเหตุผลที่ขนาดสถานะเป็นตัวแปรที่กำหนดความเสี่ยงจริง

เลเวอเรจ 1:100 คืออะไร แล้ว 1:500 กับ 1:1000 ต่างกันอย่างไร?

ความต่างระหว่างอัตราเหล่านี้อยู่ที่ จำนวนเงินหลักประกันที่ถูกกันไว้ต่อขนาดสถานะเท่าเดิม ตารางด้านล่างใช้สถานะมูลค่า 100,000 บาทเป็นฐานเปรียบเทียบ

เปรียบเทียบเงินหลักประกันและความอ่อนไหวต่อราคา ตามอัตราเลเวอเรจ บนสถานะมูลค่า 100,000 บาท
อัตรา Leverageเงินหลักประกันต่อมูลค่าสถานะ 100,000 บาทราคาเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดผลต่างเท่ากับครึ่งหนึ่งของเงินหลักประกัน
1:1010,000 บาท5%
1:205,000 บาท2.5%
1:1001,000 บาท0.5%
1:500200 บาท0.1%
1:1000100 บาท0.05%
1:200050 บาท0.025%

เลื่อนตารางในแนวนอนเพื่อดูคอลัมน์ที่เหลือ

คอลัมน์ขวาสุดคือส่วนที่ทำให้เห็นภาพชัดที่สุด เมื่ออัตราสูงขึ้น เงินหลักประกันที่กันไว้จะน้อยลง ระยะราคาที่กินหลักประกันไปครึ่งหนึ่งจึงสั้นลงตามไปด้วย ที่ 1:1000 การเคลื่อนไหวเพียง 0.05% ก็เทียบเท่าครึ่งหนึ่งของหลักประกันที่กันไว้แล้ว

สิ่งที่ต้องอ่านตารางนี้ให้ถูก

  • ตัวเลขทั้งหมดเป็น การคำนวณเชิงคณิตศาสตร์ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตรากับความอ่อนไหวของหลักประกัน
  • ไม่ได้รวม สเปรด ค่าคอมมิชชั่น ค่าธรรมเนียมถือข้ามคืน (Swap) Slippage หรือเกณฑ์ Stop Out ของผู้ให้บริการ
  • ตัวเลขในคอลัมน์ขวาสุด ไม่ใช่การคาดการณ์จุดที่สถานะจะถูกปิด จุดปิดสถานะจริงขึ้นอยู่กับ Equity ทั้งบัญชี ไม่ใช่หลักประกันของสถานะเดียว
  • อัตราที่เปิดให้ใช้จริงแตกต่างกันตามประเภทบัญชี สินทรัพย์ นิติบุคคลผู้ให้บริการ และข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล ตรวจสอบได้ที่หน้าเงื่อนไขการซื้อขายของ TMGM
  • ตารางนี้ไม่ได้บอกว่าอัตราใด “ดีกว่า” อัตราใด เพราะอัตราที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับขนาดสถานะและแผนบริหารความเสี่ยงของแต่ละคน

เลเวอเรจใช้ในตลาดไหนบ้าง?

เลเวอเรจไม่ได้มีเฉพาะในตลาด Forex รูปแบบการใช้และผู้กำกับดูแลต่างกันไปตามตลาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ลงทุนไทยควรแยกให้ออกตั้งแต่ต้น

เปรียบเทียบรูปแบบการใช้เลเวอเรจ ระดับอัตรา และผู้กำกับดูแล ในแต่ละตลาดสำหรับผู้ลงทุนไทย
ตลาด / เครื่องมือรูปแบบการใช้ Leverageระดับอัตราโดยทั่วไปผู้กำกับดูแลสิ่งที่ควรรู้
หุ้นไทยบัญชีมาร์จิ้น (Credit Balance) ผู้ลงทุนกู้เงินบางส่วนจากบริษัทหลักทรัพย์ต่ำ ตัวอย่างที่ ตลท. ใช้อธิบายคืออัตราหลักประกันเริ่มต้นร้อยละ 50 ซึ่งเทียบได้ราว 1:2ก.ล.ต. ไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีดอกเบี้ยเงินกู้ และมีเกณฑ์ว่าหลักทรัพย์ใดซื้อด้วยมาร์จิ้นได้
TFEX / อนุพันธ์ไทยวางหลักประกันตามที่ตลาดกำหนด (Initial Margin / Maintenance Margin) ภาษาไทยเรียกว่า อัตราทดปานกลาง ขึ้นอยู่กับสินค้าและหลักประกันที่ตลาดประกาศก.ล.ต. ไทย และ TFEXอัตราทดเกิดจากสัดส่วนระหว่างหลักประกันกับมูลค่าสัญญา ตลาดปรับหลักประกันได้ตามความผันผวน
Forexวางหลักประกันตามอัตราที่บัญชีกำหนดสูง มักอยู่ในช่วง 1:100 ขึ้นไปให้บริการผ่านนิติบุคคลต่างประเทศ ไม่ได้อยู่ภายใต้ใบอนุญาต Retail CFD ของ ก.ล.ต. ไทยเป็นกลุ่มที่มักเปิดให้ใช้อัตราสูงที่สุด ความอ่อนไหวต่อราคาจึงสูงตามไปด้วย
CFD สินค้าโภคภัณฑ์และดัชนีวางหลักประกันตามอัตราที่บัญชีกำหนดแตกต่างกันตามสินทรัพย์ ทองคำและดัชนีมักได้อัตราต่ำกว่าคู่เงินหลักให้บริการผ่านนิติบุคคลต่างประเทศ ไม่ได้อยู่ภายใต้ใบอนุญาต Retail CFD ของ ก.ล.ต. ไทยอัตราที่ให้ต่างกันตามความผันผวนของสินทรัพย์แต่ละตัว
กองทุนรวมทั่วไป (ใส่ไว้เป็นตัวเปรียบเทียบ ไม่ใช่ตลาดเลเวอเรจ)โดยทั่วไปไม่ใช้เลเวอเรจไม่มีก.ล.ต. ไทยใส่ไว้เพื่อให้เห็นว่ามีทางเลือกลงทุนที่ไม่ใช้เลเวอเรจ ผลตอบแทนและความเสี่ยงยึดตามมูลค่าที่ลงทุนจริง

เลื่อนตารางในแนวนอนเพื่อดูคอลัมน์ที่เหลือ

ระดับอัตราในตารางเขียนเป็นภาพรวมของแต่ละตลาด ไม่ใช่อัตราของผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง และเกณฑ์หลักประกันของตลาดที่มีการกำกับดูแลปรับเปลี่ยนได้ตามภาวะตลาด ควรตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลทางการก่อนใช้งานจริง

เลเวอเรจในหุ้นคืออะไร? บัญชีมาร์จิ้น

ในตลาดหุ้นไทย เลเวอเรจไม่ได้มาในรูปของอัตรา 1:100 อย่างที่คุ้นกันในบัญชีเทรดต่างประเทศ แต่มาในรูปของ บัญชีมาร์จิ้น หรือที่เรียกกันว่าบัญชี Credit Balance

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนิยามบัญชีมาร์จิ้นว่าเป็น “บัญชีที่โบรกเกอร์เปิดเพื่อให้สินเชื่อกับนักลงทุนในการลงทุนซื้อหลักทรัพย์” กล่าวคือผู้ลงทุนออกเงินส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นเงินกู้จากบริษัทหลักทรัพย์ โดยใช้หลักทรัพย์ที่ซื้อเป็นหลักประกัน

สิ่งที่ผู้ลงทุนต้องพิจารณาก่อนใช้บัญชีประเภทนี้มีอยู่สี่เรื่อง

  1. 1ดอกเบี้ยเงินกู้ เงินส่วนที่กู้มามีต้นทุนดอกเบี้ยที่เดินทุกวันที่ยังถือสถานะอยู่ ซึ่งกินเข้าไปในผลตอบแทน
  2. 2เกณฑ์หลักทรัพย์ที่ซื้อด้วยมาร์จิ้นได้ ไม่ใช่ทุกหลักทรัพย์จะอยู่ในรายชื่อที่ใช้วงเงินมาร์จิ้นได้ และรายชื่อนี้ปรับเปลี่ยนได้
  3. 3ข้อกำหนดเรื่องหลักประกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ อธิบายอัตราหลักประกันเริ่มต้น (Initial Margin) โดยยกตัวอย่างที่ร้อยละ 50 ของมูลค่าหลักทรัพย์ พร้อมระบุว่าตลาดปรับอัตราได้ตามภาวะความเสี่ยง
  4. 4ความเสี่ยงจาก Margin Call และการบังคับขาย เมื่อราคาหลักทรัพย์ที่วางเป็นประกันลดลงจนอัตรามาร์จิ้นต่ำกว่าเกณฑ์ บริษัทหลักทรัพย์อาจเรียกหลักประกันเพิ่มหรือบังคับขายหลักทรัพย์นั้น

เมื่อเทียบเป็นตัวคูณ ระดับอัตราของบัญชีมาร์จิ้นหุ้นไทยต่ำกว่าที่พบในบัญชี Forex อย่างมีนัยสำคัญ ความแตกต่างนี้ไม่ได้แปลว่าตลาดใดดีกว่าอีกตลาดหนึ่ง แต่สะท้อนว่าโครงสร้างผลิตภัณฑ์ ต้นทุน และกรอบการกำกับดูแลคนละแบบกัน ผู้ลงทุนที่สนใจบัญชีมาร์จิ้นควรศึกษาเงื่อนไขจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับใบอนุญาตโดยตรง

เลเวอเรจใน TFEX และอนุพันธ์ไทย: อัตราทด

ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของไทย คำที่ใช้อย่างเป็นทางการคือ อัตราทด ซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างเงินหลักประกันที่ต้องวางกับมูลค่าของสัญญา ไม่ได้เกิดจากการกู้ยืมเงินเหมือนบัญชีมาร์จิ้นหุ้น

ระบบหลักประกันของ TFEX แบ่งเป็นสามระดับ

  • หลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) คือเงินขั้นต่ำที่ต้องวางเพื่อเปิดสถานะในสัญญาแต่ละตัว
  • หลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin) คือระดับที่ต้องรักษาไว้ระหว่างถือสถานะ TFEX ระบุว่าอยู่ที่ 70% ของหลักประกันขั้นต้น เมื่อเงินในบัญชีลดต่ำกว่าระดับนี้ ผู้ลงทุนจะถูกเรียกให้วางหลักประกันเพิ่ม
  • หลักประกันปิดสถานะ (Force Close Margin) อยู่ที่ 30% ของหลักประกันขั้นต้น หากหลุดระดับนี้ สถานะอาจถูกบังคับปิด

อัตราทดจึงไม่ใช่ตัวเลขที่ผู้ลงทุนเลือกเอง แต่เป็นผลลัพธ์ของหลักประกันที่ตลาดและโบรกเกอร์กำหนดสำหรับสัญญานั้น ๆ และอัตราหลักประกันของแต่ละสัญญาปรับเปลี่ยนได้ตามภาวะตลาด ผู้ลงทุนจึงควรดูประกาศหลักประกันล่าสุดของสินค้าที่สนใจจาก TFEX โดยตรงแทนการอ้างอิงตัวเลขที่จำมา

เลเวอเรจใน Forex และ CFD

ตลาด Forex และ CFD เป็นกลุ่มที่มักเปิดให้ใช้อัตราสูงกว่าตลาดหุ้นทั่วไปหลายเท่า เหตุผลเชิงโครงสร้างคือสินค้าเหล่านี้ซื้อขายโดยวางหลักประกันแทนการชำระมูลค่าเต็ม และคู่เงินหลักมักมีความผันผวนรายวันเป็นหลักทศนิยม ผู้ให้บริการจึงกำหนดหลักประกันในสัดส่วนที่เล็กลง

ผลที่ตามมาคือ การเปลี่ยนแปลงของราคาเพียงเล็กน้อยกระทบเงินในบัญชีได้มาก เมื่อมูลค่าสถานะใหญ่กว่าหลักประกันหลายร้อยเท่า การขยับของราคาระดับเศษเปอร์เซ็นต์ก็เทียบเท่ากับสัดส่วนใหญ่ของเงินที่กันไว้แล้ว ตารางอัตราในหัวข้อก่อนหน้าแสดงความสัมพันธ์นี้ไว้ชัดเจน

สิ่งที่ผู้เทรดไทยควรทราบเกี่ยวกับกรอบการกำกับดูแล

  • บริการ Forex และ CFD สำหรับลูกค้าไทย อาจให้บริการผ่านนิติบุคคลที่จดทะเบียนในต่างประเทศ
  • บริการเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ภายใต้ใบอนุญาตให้บริการสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย (Retail CFD) ของสำนักงาน ก.ล.ต. ไทย
  • ก่อนเปิดบัญชี ควรตรวจสอบว่านิติบุคคลใดเป็นคู่สัญญา และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใด รวมถึงกลไกคุ้มครองที่มีและไม่มี

ผู้ที่ยังไม่คุ้นกับกลไกของตลาดนี้ สามารถอ่านพื้นฐานเพิ่มเติมได้ที่บทความอธิบายว่า Forex คืออะไรและตลาดนี้ทำงานอย่างไร

เลเวอเรจกับมาร์จิ้นต่างกันอย่างไร?

สองคำนี้มักถูกใช้สลับกันจนสับสน ทั้งที่อธิบายคนละด้านของเรื่องเดียวกัน

  • Leverage คืออัตราส่วน บอกว่าเงิน 1 ส่วนควบคุมมูลค่าสถานะได้กี่ส่วน เป็นตัวเลขไม่มีหน่วย เช่น 1:100
  • Margin คือจำนวนเงินจริง ที่ถูกกันไว้ในบัญชีเป็นหลักประกันของสถานะนั้น มีหน่วยเป็นเงิน เช่น 1,000 บาท

ความสัมพันธ์คือ เมื่ออัตรา Leverage สูงขึ้น จำนวน Margin ที่ต้องใช้ต่อขนาดสถานะเท่าเดิมจะลดลง ทั้งสองค่าจึงเคลื่อนไหวสวนทางกันเสมอบนสถานะขนาดเดียวกัน

Margin = มูลค่าสถานะ ÷ ตัวคูณ Leverage

Margin = 100,000 ÷ 100 = 1,000 บาทสถานะมูลค่า 100,000 บาท บนอัตรา 1:100

ถ้าเปลี่ยนเป็น 1:500 บนสถานะขนาดเดิม Margin ที่ถูกกันไว้จะเหลือ 200 บาท ขณะที่มูลค่าสถานะยังคงเป็น 100,000 บาทเท่าเดิม

จุดที่มักเข้าใจผิดคือการคิดว่า Margin ที่น้อยลงแปลว่าเสี่ยงน้อยลง ความจริงคือ กำไรและขาดทุนคำนวณจากมูลค่าสถานะ ไม่ได้คำนวณจาก Margin สถานะ 100,000 บาทให้ผลกำไรขาดทุนเท่ากันไม่ว่าจะกันหลักประกันไว้ 1,000 บาทหรือ 200 บาท

Margin Call และ Stop Out คืออะไร?

เมื่อสถานะขาดทุน ลำดับเหตุการณ์ในบัญชีที่ใช้หลักประกันจะเดินตามนี้

  1. 1Equity และ Margin Level ลดลง ผลขาดทุนที่ยังไม่ปิดสถานะทำให้มูลค่าสุทธิของบัญชีลดลง อัตราส่วนระหว่าง Equity กับ Margin ที่ถูกกันไว้จึงลดตามไปด้วย
  2. 2ถึงระดับที่กำหนด ผู้เทรดอาจได้รับ Margin Call ซึ่งคือการแจ้งเตือนว่าหลักประกันเข้าใกล้ระดับที่ไม่เพียงพอ และควรเติมเงินหรือลดขนาดสถานะ
  3. 3หากระดับหลักประกันลดลงต่อ ระบบอาจเริ่มปิดสถานะโดยอัตโนมัติตามเกณฑ์ Stop Out โดยทั่วไประบบจะทยอยปิดสถานะเพื่อดึงระดับหลักประกันกลับขึ้นมา

สามเรื่องที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับขั้นตอนนี้

  • ระดับ Margin Call และ Stop Out ไม่ใช่ค่ามาตรฐานเดียวกันทุกที่ แต่ต่างกันตามประเภทบัญชี สินทรัพย์ และผู้ให้บริการ
  • Margin Call ไม่ได้แปลว่าจะมีคนโทรมาหาทุกครั้ง ในบัญชีออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นการแจ้งเตือนในระบบหรือทางอีเมล และในภาวะที่ราคาเคลื่อนไหวเร็ว ลำดับจาก Margin Call ไปถึง Stop Out อาจเกิดขึ้นภายในเวลาสั้นมากจนไม่ทันได้แก้ไข
  • Stop Out ไม่ได้รับประกันว่าจะปิดที่ราคาใด ในช่วงที่สภาพคล่องต่ำหรือมีช่องว่างราคา ราคาที่ปิดได้จริงอาจต่างจากระดับที่คาด

ระดับที่ใช้จริงกับบัญชีแต่ละประเภทตรวจสอบได้จากหน้าเงื่อนไขการซื้อขายของ TMGM

เลเวอเรจควรใช้เท่าไหร่ดี?

คำถามนี้ถูกค้นหาบ่อยมาก แต่ตั้งคำถามผิดจุดตั้งแต่ต้น เพราะเลเวอเรจที่บัญชีเปิดให้ใช้เป็น เพดาน ของขนาดสถานะที่เปิดได้ ไม่ใช่อัตราที่ต้องใช้เต็มจำนวนทุกครั้ง บัญชีที่รองรับอัตราสูงไม่ได้บังคับให้เปิดสถานะใหญ่ เช่นเดียวกับที่รถซึ่งวิ่งได้เร็วไม่ได้บังคับให้ขับเร็ว

คำถามที่ใช้งานได้จริงกว่าคือ “ยอมเสี่ยงเงินเท่าไหร่ต่อหนึ่งสถานะ และควรเปิดขนาดสถานะเท่าไหร่” เพราะสองตัวแปรนี้คือสิ่งที่กำหนดผลขาดทุนจริง ไม่ใช่ตัวเลขอัตราที่ปรากฏในหน้าบัญชี

ตัวอย่างเปรียบเทียบสองบัญชี

สมมติผู้เทรดสองคนเปิดสถานะมูลค่าเท่ากันที่ 100,000 บาท และตั้งจุดตัดขาดทุนที่ระยะราคาเท่ากันคือ 0.5%

เปรียบเทียบบัญชีอัตรา 1:100 กับ 1:500 บนสถานะและระยะ Stop Loss เท่ากัน
รายการบัญชี Aบัญชี B
อัตรา Leverage ของบัญชี1:1001:500
มูลค่าสถานะที่เปิด100,000 บาท100,000 บาท
ระยะ Stop Loss0.5%0.5%
ขาดทุนตามราคาเมื่อชน Stop Loss500 บาท500 บาท
Margin ที่ถูกกันไว้1,000 บาท200 บาท

เลื่อนตารางในแนวนอนเพื่อดูคอลัมน์ที่เหลือ

ผลขาดทุนจากการเคลื่อนไหวของราคาเท่ากันทั้งสองบัญชี คือ 500 บาท ก่อนรวม Slippage สเปรด และค่าธรรมเนียม เพราะขาดทุนคำนวณจากมูลค่าสถานะ ซึ่งเท่ากัน สิ่งที่ต่างกันมีเพียง จำนวน Margin ที่ถูกกันไว้ และ Free Margin ที่เหลืออยู่ในบัญชี

ข้อสรุปนี้ ไม่ได้แปลว่าเลเวอเรจสูงปลอดภัยกว่า มีสองเหตุผล

1

Free Margin ที่เหลือมากขึ้นคือเชื้อเชิญให้เปิดสถานะเพิ่ม

บัญชี B เหลือหลักประกันว่างมากกว่าบัญชี A อยู่ 800 บาท ถ้าผู้เทรดใช้ส่วนที่เหลือไปเปิดสถานะเพิ่มอีกหลายรายการ ความเสี่ยงรวมของบัญชีจะสูงขึ้นทันที ทั้งที่อัตราในหน้าบัญชีไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

2

Margin ที่กันไว้น้อยไม่ได้แปลว่าเงินที่ต้องมีในบัญชีน้อยตามไปด้วย

บัญชี B กันหลักประกันไว้เพียง 200 บาท แต่การขาดทุน 500 บาทยังต้องมี Equity รองรับอยู่ดี ถ้าบัญชีมีเงินอยู่แค่ระดับใกล้เคียงกับ Margin ที่กันไว้ สถานะจะถูกปิดตามเกณฑ์ Stop Out ก่อนที่ราคาจะไปถึงจุด Stop Loss ที่ตั้งไว้ด้วยซ้ำ

ลำดับที่ใช้ได้จริง

หลักคิดที่จำง่ายและใช้ได้กับทุกตลาดคือการคำนวณย้อนทาง แทนที่จะเริ่มจากอัตรา

  1. 1กำหนดจำนวนเงินหรือสัดส่วนของพอร์ตที่ยอมขาดทุนได้ในสถานะนี้ เป็นตัวเลขที่รับได้จริงหากผิดทาง
  2. 2กำหนดระยะ Stop Loss จากแผนการเทรด ไม่ใช่จากจำนวนเงินที่อยากเสี่ยง
  3. 3คำนวณขนาดสถานะย้อนกลับ จากเงินที่ยอมเสี่ยงหารด้วยระยะ Stop Loss
  4. 4ตรวจสอบ Margin ที่ต้องใช้และ Free Margin ที่เหลือ ว่าบัญชีรองรับไหว

สัดส่วนความเสี่ยงที่เหมาะสมต่อหนึ่งสถานะไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับขนาดพอร์ต ความถี่ในการเทรด สินทรัพย์ที่เทรด และความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน สิ่งที่ใช้ร่วมกันได้คือ ลำดับการคิด ไม่ใช่ตัวเลข

ความเสี่ยงของการใช้เลเวอเรจ

ประโยชน์เชิงกลไกของเลเวอเรจคือการใช้เงินหลักประกันน้อยลงต่อขนาดสถานะเท่าเดิม ซึ่งทำให้เงินทุนถูกกันไว้น้อยลง แต่ประโยชน์ข้อนี้มาพร้อมกับความเสี่ยงในชุดเดียวกัน เพราะขนาดสถานะที่ใหญ่ขึ้นคือสิ่งที่ทำให้ทุกข้อด้านล่างเกิดขึ้นได้

1

กำไรและขาดทุนถูกขยายตามขนาดสถานะ

เมื่อมูลค่าสถานะใหญ่กว่าเงินหลักประกันหลายเท่า การเปลี่ยนแปลงของราคาระดับเศษเปอร์เซ็นต์ก็ส่งผลเป็นจำนวนเงินที่มีนัยสำคัญต่อบัญชี การขยายนี้เกิดขึ้นทั้งสองทางเท่ากันเสมอ ไม่มีกลไกใดที่ขยายเฉพาะด้านกำไร

2

สถานะอาจถูกปิดโดยอัตโนมัติเมื่อหลักประกันไม่เพียงพอ

เมื่อ Margin Level ลดลงถึงเกณฑ์ Stop Out ระบบอาจปิดสถานะโดยไม่รอการตัดสินใจของผู้เทรด ผลคือการขาดทุนถูกล็อกไว้ ณ จุดนั้น แม้ราคาจะกลับมาในทิศทางที่คาดไว้ในภายหลังก็ตาม

ส่วนกรณีที่ผลขาดทุนอาจเกินเงินที่ฝากไว้นั้นขึ้นอยู่กับนโยบายของนิติบุคคลผู้ให้บริการแต่ละราย เช่น มีหรือไม่มีการคุ้มครองยอดคงเหลือติดลบ (Negative Balance Protection) ซึ่งต้องตรวจสอบจากเอกสารของผู้ให้บริการโดยตรง

3

ต้นทุนถือข้ามคืนเพิ่มตามขนาดสถานะ

ค่าธรรมเนียมถือข้ามคืน (Swap) ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้หลักประกัน และดอกเบี้ยเงินกู้ในบัญชีมาร์จิ้นหุ้น คิดจากมูลค่าสถานะหรือวงเงินกู้ ไม่ได้คิดจากเงินหลักประกัน สถานะที่ใหญ่ขึ้นจึงมีต้นทุนเดินอยู่ทุกวันที่ถือไว้ และต้นทุนนี้กัดกร่อนผลตอบแทนของกลยุทธ์ที่ถือยาว

4

ผลกระทบทางจิตวิทยาเมื่อตัวเลขผันผวนเร็ว

การเห็นกำไรหรือขาดทุนเปลี่ยนแปลงเป็นหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ของเงินหลักประกันภายในเวลาสั้น ๆ ทำให้การตัดสินใจเบี่ยงเบนจากแผนได้ง่าย พฤติกรรมที่พบบ่อยคือการย้าย Stop Loss ออกไปเพื่อไม่ให้ถูกปิด หรือการเพิ่มขนาดสถานะเพื่อเอาคืนหลังขาดทุน ซึ่งทั้งสองอย่างเพิ่มความเสี่ยงของบัญชี

5

ความผันผวนทำให้ Margin Level เปลี่ยนเร็วกว่าที่คาด

ในช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญ ตลาดเปิดหลังวันหยุด หรือสภาพคล่องบางลง ราคาอาจเคลื่อนไหวเป็นช่วงกว้างในเวลาไม่กี่วินาที ระยะทางจาก Margin Call ถึง Stop Out ที่ดูห่างกันในภาวะปกติจึงอาจหดสั้นลงมาก

นอกจากนี้ ในภาวะดังกล่าว การตั้ง Stop Loss ไม่ได้รับประกันราคาที่จะปิดได้ เพราะหากเกิดช่องว่างราคา คำสั่งอาจถูกดำเนินการที่ราคาแย่กว่าระดับที่ตั้งไว้

6

การใช้เงินที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจมีความเสี่ยงสูง

เงินสำรองฉุกเฉิน เงินผ่อนบ้าน หรือเงินค่าเล่าเรียนเป็นเงินที่มีกำหนดใช้แน่นอน ขณะที่ผลลัพธ์ของสถานะที่ใช้เลเวอเรจไม่แน่นอนและอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่วางแผนไว้ การนำเงินสองประเภทนี้มาปนกันทำให้ผู้เทรดต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน ซึ่งมักนำไปสู่การตัดสินใจที่แย่ลง

กราฟการเทรดฟอเร็กซ์แสดงการใช้เลเวอเรจ พร้อมไฮไลต์คู่สกุลเงินและอัตราเลเวอเรจที่เกี่ยวข้อง


เทรดอย่างชาญฉลาดวันนี้

เงินทดลอง $10,000
มากกว่า 100 ตลาด
ค่าธรรมเนียมต่ำ สเปรดแคบ
Trading App

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลเวอเรจ

Leverage ในบัญชีเทรดหมายถึงอะไร?

+

เทรดทองควรใช้ Leverage เท่าไหร่?

+

Financial Leverage กับ Leverage ในการเทรดต่างกันอย่างไร?

+

เลเวอเรจไม่จำกัด หรือ Unlimited Leverage คืออะไร?

+

มือใหม่ควรเริ่มด้วยเลเวอเรจแบบไหน?

+
TMGM
Trade The World
ทีม TMGM Academy และ Market Insights เป็นกลุ่มนักวิเคราะห์ทางการเงินและนักกลยุทธ์การเทรด ด้วยการเข้าถึงข้อมูลสถาบันแบบเรียลไทม์และประสบการณ์การดำเนินงานในตลาดมากกว่าทศวรรษ ทีมให้การวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฟอเร็กซ์ ทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น น้ำมัน) และดัชนี เนื้อหาของเราถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ตามที่ระบุไว้ในหน้าประกาศนโยบายบรรณาธิการของเรา TMGM ปฏิบัติตามแนวทางของ ASIC และ VFSC
เข้าร่วมกับลูกค้ามากกว่า 1,000,000 คนบนแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับรางวัลของเรา
1
สมัครบัญชีจริง
2
ฝากเงิน
เข้าบัญชี
3
เริ่มเทรด
ได้ทันที
เปิดบัญชี