บทความ

รวมกลยุทธ์ Day Trade ทำกำไรสูงสุด สำหรับมือใหม่และมือโปร

การเทรดรายวัน (Day Trade) คือสไตล์การเทรดที่เน้นความรวดเร็ว โดยจะทำการซื้อขายและจบออเดอร์ทั้งหมดภายในวันเดียว เพื่อฉกฉวยกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาระหว่างวัน และช่วยตัดความเสี่ยงจากการถือสถานะข้ามคืน (Overnight Risk) ออกไปอย่างสิ้นเชิง แพลตฟอร์มเทรดออนไลน์ที่ดีจะต้องรองรับฟีเจอร์สำคัญเหล่านี้: การส่งคำสั่งที่รวดเร็ว (Fast Execution), เลเวอเรจ (Leverage), เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง และค่าธรรมเนียมต่ำหรือฟรีค่าคอมมิชชั่น อย่างไรก็ตาม มือใหม่หลายคนมักประเมินความยากต่ำเกินไปจนทำให้อัตราการขาดทุนนั้นค่อนข้างสูง ความสำเร็จในการเทรดรายวันจึงต้องอาศัยการเรียนรู้ มีแผนการเทรดที่ชัดเจน การควบคุมความเสี่ยงที่เข้มงวด และวินัยที่สูงมาก

Day Trade (Key Takeaways)

1. เลือกกลยุทธ์ที่ใช่ (Strategy)

  • Trend-Following: ตามน้ำกินคำใหญ่ (ใช้ MA/MACD)
  • Reversal: สวนเทรนด์ที่จุดกลับตัว (ใช้ RSI/Double Top)
  • Breakout: เทรดเมื่อราคาทะลุกรอบ (Range Break)

2. หาจุดยืนยันสัญญาณ (Confluence)

อย่าเข้าเพราะอินดิเคเตอร์ตัวเดียว! ต้องมี "เจ้าภาพร่วม" เสมอ เช่น:
กราฟสวย + อินดิเคเตอร์ชัด + วอลุ่ม (Volume) เข้า

3. คุมความเสี่ยงเคร่งครัด (Risk)

  • เสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของพอร์ตต่อครั้ง
  • Position Size: (เงินที่ยอมเสีย ÷ ระยะ Stop Loss)
  • R:R Ratio: ต้องคุ้มค่า (ได้ 2 เสีย 1 ขึ้นไป)

4. วินัยและจิตวิทยา (Mindset)

  • ❌ ห้ามเทรดเอาคืน (Revenge Trading)
  • 📝 จดบันทึก (Journal): เพื่อหาจุดพลาด
  • 🔄 Backtest: ทดสอบระบบให้มั่นใจก่อนลงเงินจริง

พื้นฐานกลยุทธ์การเทรดรายวันสำหรับผู้เริ่มต้น

ความเข้าใจโครงสร้างตลาดในการเทรดรายวัน

คู่มือนี้จะสำรวจกลยุทธ์การเทรด CFD ที่ทำกำไรได้ การวิเคราะห์ทางเทคนิค และเทคนิคการจัดการความเสี่ยงที่เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ใช้ ช่วยให้ผู้เริ่มต้นและเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ปรับปรุงวิธีการเพื่อความสม่ำเสมอในการทำกำไร ก่อนนำกลยุทธ์การเทรดรายวัน CFD มาใช้ จำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างของตลาดที่คุณกำลังเทรด ตลาดต่าง ๆ 'มีลักษณะเฉพาะ' เช่น ตลาดหุ้น— ตลาดหุ้น ตลาดฟอเร็กซ์, ฟิวเจอร์ส หรือ  สกุลเงินดิจิทัล— มีลักษณะเฉพาะตัว:

  • ตลาดหุ้น: ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัท แนวโน้มภาคส่วน และความเชื่อมั่นโดยรวมของตลาด

  • ตลาดฟอเร็กซ์: ขับเคลื่อนโดยปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย และเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

  • ตลาดฟิวเจอร์ส: ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์อุปทาน ฤดูกาล และตลาดเงินสดพื้นฐาน

  • ตลาดสกุลเงินดิจิทัล: ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเทคโนโลยี ข่าวกฎระเบียบ และการยอมรับในตลาด

ความเข้าใจความแตกต่างของโครงสร้างเหล่านี้ช่วยให้ระบุได้ว่ากลยุทธ์ใดเหมาะสมที่สุดในสภาวะตลาดเฉพาะ

การเลือกกรอบเวลาที่เหมาะสมสำหรับกลยุทธ์การเทรดรายวันของคุณ

เทรดเดอร์รายวันมักเน้นกรอบเวลาที่สั้นกว่า แต่เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมักใช้การวิเคราะห์หลายกรอบเวลา:

  • กราฟ 1 นาที และ 5 นาที: ใช้สำหรับกำหนดจังหวะเข้าและออกอย่างแม่นยำ

  • กราฟ 15 นาที และ 30 นาที: ช่วยระบุแนวโน้มภายในวันและระดับแนวรับ/แนวต้าน

  • กราฟ 1 ชั่วโมง และ 4 ชั่วโมง: ให้บริบทของแนวโน้มภายในวันที่กว้างขึ้น

  • กราฟรายวัน: ให้ภาพรวมระดับสำคัญและทิศทางตลาดโดยรวม

การใช้หลายกรอบเวลาช่วยสร้างมุมมองที่ครอบคลุมมากขึ้นเกี่ยวกับสภาวะตลาดและช่วยหลีกเลี่ยงสัญญาณเท็จที่มักเกิดขึ้นในกรอบเวลาที่ต่ำกว่า

อินโฟกราฟิกแสดงพื้นฐานและแนวคิดสำคัญของกลยุทธ์ Day Trading ครอบคลุมการเลือกใช้ไทม์เฟรมต่างๆ ตั้งแต่ 1 นาทีสำหรับการหาสัญญาณเข้าออกที่รวดเร็วและเทรดแบบ Scalping, 15 นาทีสำหรับการเทรดรายวันและกรองสัญญาณหลอก, 1 ชั่วโมงเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มหลักและหาแนวรับแนวต้านสำคัญของวัน, ไปจนถึง 4 ชั่วโมงเพื่อดูภาพรวมทิศทางตลาดในระยะยาว ช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจการวิเคราะห์หลายไทม์เฟรม (Multi-timeframe Analysis) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจเทรดอย่างมีประสิทธิภาพ

รูปที่ 1: แผนภูมิข้อมูลชื่อ "กรอบเวลาการเทรดรายวัน" อธิบายกรอบเวลาต่าง ๆ ที่ใช้ในการเทรดรายวันพร้อมข้อดีและความท้าทาย

หลักการจัดการความเสี่ยงหลักสำหรับเทรดเดอร์

ก่อนสำรวจกลยุทธ์เฉพาะ ควรกำหนดหลักการจัดการความเสี่ยงที่มั่นคง กฎสำคัญคือไม่เสี่ยงเกิน 1-2% ของเงินทุนการเทรดในแต่ละรายการ เพื่อให้การขาดทุนอยู่ในระดับที่จัดการได้ การรักษา อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง  อย่างน้อย 1:1.5 โดยเฉพาะ 1:2 หรือมากกว่านั้น ช่วยเพิ่มผลกำไรเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น 

การตั้งจุดหยุดขาดทุนที่แน่นหนาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องจากความผันผวนที่ไม่คาดคิดและป้องกันการขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ สุดท้าย การติดตามตัวชี้วัดประสิทธิภาพช่วยให้เทรดเดอร์ระบุจุดแข็งและจุดอ่อนเพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หลักการเหล่านี้เป็นรากฐานของกลยุทธ์การเทรดรายวันที่ทำกำไรและยั่งยืน

กลยุทธ์การเทรดรายวันที่ทำกำไรสูงสุด

กลยุทธ์ตามเทรนด์ที่ได้ผล

การตามเทรนด์ยังคงเป็นหนึ่งในวิธีที่เชื่อถือได้ที่สุดสำหรับการเทรดรายวัน โดยอิงจากหลักการที่ว่าราคามักจะเคลื่อนไหวต่อเนื่องในทิศทางเดียวกันจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

การชำนาญกลยุทธ์การเทรดด้วยค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

การแสดงภาพกราฟของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (Simple Moving Average) ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเทรดรายวัน (Day Trading) ที่ทำกำไรได้มากที่สุดอันดับต้นๆ

รูปที่ 2: แผนภูมิการวิเคราะห์ทางเทคนิคแสดงคู่สกุลเงิน EUR/USD ในกรอบเวลารายวันพร้อมค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบง่าย 50 วัน (SMA)

กลยุทธ์นี้ใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เพื่อระบุทิศทางเทรนด์และจุดเข้าเทรดที่เป็นไปได้:

  1. วางค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองเส้น—โดยทั่วไปคือ EMA 20 และ EMA 50

  2. เข้าโพซิชันซื้อเมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นตัดขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว

  3. เข้าโพซิชันขายเมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นตัดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว

  4. วางคำสั่งหยุดขาดทุนใต้จุดต่ำสุดของสวิงล่าสุด (สำหรับซื้อ) หรือเหนือจุดสูงสุดของสวิงล่าสุด (สำหรับขาย)

  5. ทำกำไรที่ระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้าหรือเมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ส่งสัญญาณการกลับตัวที่เป็นไปได้

กลยุทธ์เทรนด์ด้วย MACD: เครื่องมือเทรดรายวัน

การแสดงภาพกราฟของ Moving Average Convergence Divergence (MACD) ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเทรดรายวัน (Day Trading) ที่ทำกำไรได้มากที่สุดอันดับต้นๆ

รูปที่ 2: แผนภูมิการวิเคราะห์ทางเทคนิคแสดงการใช้ตัวชี้วัด Moving Average Convergence Divergence (MACD) บนกราฟรายวันของ EUR/USD

ตัวชี้วัด Moving Average Convergence Divergence (MACD) ช่วยระบุความแข็งแกร่งของเทรนด์และการกลับตัวที่เป็นไปได้:

  1. เข้าโพซิชันซื้อเมื่อเส้น MACD ตัดขึ้นเหนือเส้นสัญญาณในช่วงเทรนด์ขาขึ้น

  2. เข้าโพซิชันขายเมื่อเส้น MACD ตัดลงต่ำกว่าเส้นสัญญาณในช่วงเทรนด์ขาลง

  3. ยืนยันสัญญาณด้วยตัวชี้วัดเพิ่มเติม เช่น RSI หรือปริมาณ

  4. ออกจากการเทรดเมื่อเส้น MACD ตัดกลับในทิศทางตรงกันข้าม

กลยุทธ์เทรดกลับตัวเพื่อจับจังหวะเปลี่ยนตลาด

กลยุทธ์กลับตัวมีเป้าหมายจับจุดเริ่มต้นของเทรนด์ใหม่เมื่อทิศทางตลาดเปลี่ยน

กลับตัวจากภาวะซื้อมาก/ขายมาก

ภาพประกอบการใช้งานอินดิเคเตอร์ระบุสภาวะการซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือการขายมากเกินไป (Oversold) เพื่อหาจุดกลับตัว ซึ่งอินดิเคเตอร์ทั่วไปที่มีมาตรวัดดังกล่าว ได้แก่ RSI (Relative Strength Index) และ Stochastic Oscillator

รูปที่ 3: แผนภูมิการวิเคราะห์ทางเทคนิคแสดงแนวคิดภาวะซื้อมากและขายมาก ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดโมเมนตัม เช่น Relative Strength Index (RSI) หรือ Stochastic Oscillator

กลยุทธ์นี้ใช้เครื่องมือวัดโมเมนตัม เช่น Relative Strength Index (RSI) เพื่อระบุจุดกลับตัวที่เป็นไปได้:

  1. ระบุตลาดที่ซื้อมากเกินไป (RSI สูงกว่า 70) หรือขายมากเกินไป (RSI ต่ำกว่า 30)

  2. มองหาความเบี่ยงเบนระหว่างราคาและตัววัด (ราคาทำจุดสูงสุด/ต่ำสุดใหม่แต่ตัวชี้วัดไม่ทำ)'

  3. รอสัญญาณยืนยันจากแท่งเทียน (รูปแบบ engulfing, hammer/shooting star เป็นต้น)

  4. เข้าโพซิชันพร้อมตั้งจุดหยุดขาดทุนที่แน่นหนาเกินจุดราคาสุดขีด

  5. ทำกำไรที่ระดับแนวต้าน/แนวรับสำคัญหรือเมื่อโมเมนตัมราคาลดลง

รูปแบบ Double-Top & และ Bottom อธิบาย

กลยุทธ์นี้ใช้รูปแบบกราฟเพื่อจับจุดกลับตัวที่ระดับเทคนิคสำคัญ:

  1. ระบุตลาดที่ทดสอบระดับแนวรับ/แนวต้านเดิมสองครั้ง

  2. เข้าโพซิชันขายเมื่อราคาทะลุเส้น "คอ" หลังจากเกิด double top

  3. เข้าโพซิชันซื้อเมื่อราคาทะลุเส้น "คอ" หลังจากเกิด double bottom

  4. วางจุดหยุดขาดทุนเหนือ/ใต้รูปแบบ

  5. ตั้งเป้าทำกำไรที่ระยะเท่ากับความสูงของรูปแบบ

กลยุทธ์เบรกเอาต์: เหมาะสำหรับผลตอบแทนสูงสุด

การแสดงภาพการทะลุแนวต้าน (Resistance Breakout) ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานในการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ช่วยให้เทรดเดอร์ระบุได้ว่าราคาอาจมีการกลับตัวหรือจะเดินหน้าไปต่อตามแนวโน้มเดิม

รูปที่ 4: แสดงการเบรกเอาต์แนวต้าน ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่เทรดเดอร์ใช้เพื่อระบุการกลับตัวหรือการต่อเนื่องของเทรนด์

กลยุทธ์เบรกเอาต์ใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคาที่สำคัญเมื่อราคาทะลุผ่านระดับแนวรับหรือแนวต้านที่กำหนดไว้

กลยุทธ์เบรกเอาต์ช่วงราคา: จับจังหวะการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้น

  1. ระบุตลาดที่เคลื่อนไหวในช่วงราคาที่กำหนด (ระหว่างแนวรับและแนวต้านชัดเจน)

  2. รอให้ราคาเข้าใกล้ขอบเขตช่วงราคาพร้อมปริมาณเพิ่มขึ้น

  3. เข้าโพซิชันซื้อเมื่อราคาทะลุแนวต้าน หรือเข้าโพซิชันขายเมื่อราคาทะลุแนวรับ

  4. วางจุดหยุดขาดทุนภายในช่วงราคาที่ถูกทะลุ

  5. ตั้งเป้าทำกำไรที่ระยะเท่ากับความสูงของช่วงราคา

กลยุทธ์เบรกเอาต์ช่วงเปิดตลาดเพื่อความสำเร็จในวันเดียว

กลยุทธ์นี้ใช้ประโยชน์จากช่วงราคาที่กำหนดขึ้นในช่วงเปิดตลาด:

  1. กำหนดจุดสูงสุดและต่ำสุดของ 30 นาทีแรก (หรือ 1 ชั่วโมงแรก) ของการเทรด

  2. เข้าโพซิชันซื้อเมื่อราคาทะลุจุดสูงสุดของช่วงเปิดตลาด

  3. เข้าโพซิชันขายเมื่อราคาทะลุจุดต่ำสุดของช่วงเปิดตลาด

  4. วางจุดหยุดขาดทุนที่ปลายตรงข้ามของช่วงราคา

  5. ทำกำไรที่ระดับแนวรับ/แนวต้านสำคัญ หรือใช้จุดหยุดแบบตามราคาที่เคลื่อนไหว

เทคนิคสแคลป์: กำไรเร็วทันใจ

การแสดงภาพกราฟของกลยุทธ์ Scalping ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเทรดรายวัน (Day Trading) ที่ทำกำไรได้มากที่สุดอันดับต้นๆ

รูปที่ 5: แสดงกลยุทธ์สแคลป์ที่ใช้กับกราฟฟอเร็กซ์ EUR/USD ในกรอบเวลา H1 (รายชั่วโมง)

สแคลป์คือการทำรายการเทรดจำนวนมากในแต่ละวัน โดยมุ่งหวังกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาที่เล็กน้อย

กลยุทธ์สแคลป์แบบ Bid-Ask-Spread

เทคนิคนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับตลาดฟอเร็กซ์และฟิวเจอร์ส:

  1. ระบุสินทรัพย์ที่มีสเปรด Bid-Ask แคบ

  2. เข้าโพซิชันตามทิศทางเทรนด์ระยะสั้นทันที

  3. ตั้งเป้ากำไร 5-10 pips/ticks

  4. ใช้จุดหยุดขาดทุนที่แน่นหนา (โดยทั่วไป 2-5 pips/ticks)

  5. ออกจากการเทรดอย่างรวดเร็ว ภายในไม่กี่นาที

กลยุทธ์สแคลป์แบบ Order-Flow: อ่านความลึกของตลาด

เทคนิคขั้นสูงนี้ใช้การวิเคราะห์กระแสคำสั่งเพื่อระบุการซื้อขายของสถาบัน:

  1. ใช้ข้อมูลเวลาการซื้อขายและ/หรือข้อมูลความลึกของตลาด

  2. มองหาคำสั่งขนาดใหญ่หรือความไม่สมดุลระหว่างคำสั่งซื้อและขาย

  3. เข้าโพซิชันตามทิศทางของกระแสคำสั่งหลัก

  4. ออกจากการเทรดเมื่อความไม่สมดุลของคำสั่งลดลง

  5. รักษาการจัดการความเสี่ยงอย่างเข้มงวดด้วยจุดหยุดขาดทุนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

กลยุทธ์การเทรดช่องว่างราคาสำหรับการเคลื่อนไหวภายในวัน

การเทรดช่องว่างราคาจะใช้ประโยชน์จากช่องว่างราคาระหว่างราคาปิดของตลาดในวันก่อนหน้าและราคาที่เปิดในวันถัดไป'

กลยุทธ์เติมช่องว่าง: การเทรดช่องว่างข้ามคืน

  1. ระบุหุ้นหรือฟิวเจอร์สที่เปิดตลาดด้วยช่องว่างราคาขนาดใหญ่จากราคาปิดของวันก่อนหน้า'

  2. วิเคราะห์ประเภทของช่องว่าง (common gap, breakaway gap, runaway gap, หรือ exhaustion gap)

  3. สำหรับ common gap ให้เข้าโพซิชันโดยคาดว่าช่องว่างจะถูกเติมเต็ม (ราคากลับไปที่ราคาปิดก่อนหน้า)

  4. สำหรับ breakaway หรือ runaway gap ให้เข้าโพซิชันตามทิศทางของช่องว่าง

  5. วางจุดหยุดขาดทุนเกินระดับแนวรับ/แนวต้านสำคัญ

  6. ทำกำไรเมื่อช่องว่างถูกเติมเต็มหรือที่เป้าราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า


เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่จำเป็นสำหรับกลยุทธ์การเทรดรายวัน

ตัวชี้วัดทางเทคนิคที่ต้องรู้

เทรดเดอร์รายวันที่ประสบความสำเร็จมักใช้ตัวชี้วัดทางเทคนิคผสมผสานดังนี้:

  • ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (SMA & EMA): ใช้ระบุทิศทางเทรนด์และแนวรับ/แนวต้านที่เป็นไปได้

  • การใช้ RSI สำหรับสัญญาณซื้อมาก/ขายมาก: วัดภาวะซื้อมาก/ขายมาก

  • Stochastic Oscillator สำหรับการกำหนดจังหวะเข้าเทรด: ระบุจุดกลับตัวที่เป็นไปได้

  • Bollinger Bands สำหรับเบรกเอาต์ความผันผวน: กำหนดความผันผวนและเป้าราคาที่เป็นไปได้

  • เทคนิค VWAP (Volume-Weighted Average Price): เป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการเคลื่อนไหวราคาภายในวัน

  • จุดหยุดขาดทุนแบบ ATR: ปรับตามความผันผวน: ใช้วัดความผันผวนเพื่อกำหนดจุดหยุดขาดทุน

สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้ตัวชี้วัดมากเกินไปพร้อมกัน แต่ควรเลือกเครื่องมือที่เสริมกันซึ่งครอบคลุมแง่มุมต่าง ๆ ของการเคลื่อนไหวราคา


รูปแบบกราฟที่เทรดเดอร์รายวันควรชำนาญ

การรู้จักรูปแบบกราฟที่มีความน่าจะเป็นสูงสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเทรดอย่างมากโดยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคา รูปแบบต่อเนื่อง เช่น ธง (flags), ธงสามเหลี่ยม (pennants), และสามเหลี่ยม (triangles) บ่งชี้ว่าเทรนด์ปัจจุบันน่าจะดำเนินต่อไป รูปแบบกลับตัว เช่น หัวและไหล่ (head and shoulders), double tops/bottoms, และ island reversals บ่งชี้การกลับตัวของเทรนด์และจุดเปลี่ยนสำคัญในตลาด 

นอกจากนี้ รูปแบบแท่งเทียน เช่น รูปแบบ engulfing, doji, hammer และ shooting star ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความรู้สึกตลาดและการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม รูปแบบแต่ละแบบช่วยให้เทรดเดอร์ระบุจุดเข้าและออกที่เหมาะสม พร้อมทั้งเป็นจุดวางจุดหยุดขาดทุนและทำกำไรตามธรรมชาติ ช่วยปรับปรุงการจัดการความเสี่ยงและการดำเนินกลยุทธ์โดยรวม

เทคนิควิเคราะห์ปริมาณเพื่อการเข้าเทรดที่ดีกว่า

ปริมาณช่วยยืนยันการเคลื่อนไหวของราคาและให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีค่า:

  • การสังเกตปริมาณที่เพิ่มขึ้นเพื่อยืนยัน: มักบ่งชี้การกลับตัวหรือเบรกเอาต์ที่เป็นไปได้

  • การระบุความเบี่ยงเบนของปริมาณเพื่อยืนยันเทรนด์: เมื่อราคาทำจุดสูงสุด/ต่ำสุดใหม่แต่ปริมาณไม่ยืนยัน'

  • การใช้ปริมาณสัมพัทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ: เปรียบเทียบปริมาณปัจจุบันกับปริมาณเฉลี่ยเพื่อระบุความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ

เทรดเดอร์รายวันควรยืนยันสัญญาณราคาด้วยกิจกรรมปริมาณที่สอดคล้องกันเพื่อเพิ่มความน่าจะเป็นของการเทรด

ด้านจิตวิทยาของกลยุทธ์การเทรดรายวันที่ประสบความสำเร็จ

การจัดการอารมณ์ระหว่างการเทรดจริง

การควบคุมอารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญที่แยกเทรดเดอร์รายวันที่ทำกำไรจากผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ความกลัวมักนำไปสู่การออกจากการเทรดก่อนเวลา หรือความลังเลในการเข้าเทรดที่ถูกต้อง ความโลภอาจทำให้ถือโพซิชันนานเกินไปหรือเพิ่มขนาดตำแหน่งอย่างไม่เหมาะสม การเทรดแก้แค้น ซึ่งเป็นความต้องการที่จะกู้คืนการขาดทุนด้วยการเทรดที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เป็นสิ่งที่ทำลายล้างอย่างยิ่ง เทรดเดอร์รายวันที่ประสบความสำเร็จพัฒนาวิธีการอย่างเป็นระบบเพื่อรับมือกับอารมณ์เหล่านี้และรักษาวินัย

การสร้างทัศนคติการเทรดที่ชนะ

ทัศนคติที่เหมาะสมในการเทรดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จระยะยาว การคิดเชิงความน่าจะเป็นช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจว่าไม่มีการเทรดใดรับประกันความสำเร็จ การมุ่งเน้นที่กระบวนการช่วยเปลี่ยนจุดสนใจจากกำไรขาดทุนทันทีไปสู่การดำเนินกลยุทธ์ การไม่ยึดติดกับผลลัพธ์ช่วยให้ตัดสินใจโดยไม่ลำเอียงทางอารมณ์ นอกจากนี้ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องช่วยให้ทุกการเทรดเป็นโอกาสในการพัฒนา

การสร้างวินัยเพื่อผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอ

วินัยในการเทรดรายวันหมายถึงการปฏิบัติตามแผนการเทรดและกฎการจัดการความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีข้อยกเว้น เทรดเดอร์ควรเทรดเฉพาะการตั้งค่าที่ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า การเก็บบันทึกการเทรดอย่างละเอียดช่วยติดตามประสิทธิภาพและระบุจุดที่ต้องปรับปรุง การทบทวนการเทรดอย่างสม่ำเสมอช่วยให้เทรดเดอร์รักษาเส้นทางและปรับกลยุทธ์ให้ดีขึ้น

ภาพจิตวิทยาของการเทรดที่ประสบความสำเร็จ โดยสรุปเจ็ดหลักการสำคัญที่เทรดเดอร์ควรชำนาญ

รูปที่ 6: ด้านจิตวิทยาของการเทรดที่ประสบความสำเร็จ โดยสรุปเจ็ดหลักการสำคัญที่เทรดเดอร์ควรชำนาญ 

การสร้างระบบกลยุทธ์การเทรดรายวันของคุณ

แผนการเทรดที่ครอบคลุมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาความสม่ำเสมอและโครงสร้างในการเทรดรายวัน ควรกำหนดตลาดและกรอบเวลาที่จะเทรด พร้อมเกณฑ์เข้าและออกที่ชัดเจนเพื่อระบุการตั้งค่าเทรด กฎการกำหนดขนาดตำแหน่งช่วยจัดการความเสี่ยง ขณะที่กฎการจัดการความเสี่ยงช่วยปกป้องเงินทุน การกำหนดตารางเวลาและกิจวัตรการเทรดส่งเสริมวินัย และกระบวนการทบทวนผลการเทรดช่วยให้ปรับปรุงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง แผนที่บันทึกไว้อย่างดีควรชัดเจนจนเทรดเดอร์คนอื่นสามารถดำเนินการตามได้อย่างแม่นยำ

วิธีทดสอบกลยุทธ์การเทรดรายวันของคุณ

ก่อนใช้เงินจริง เทรดเดอร์ต้องทดสอบกลยุทธ์ย้อนหลังเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งรวมถึงการรวบรวมข้อมูลประวัติของตลาดเป้าหมายและนำกฎกลยุทธ์ไปใช้กับราคาที่ผ่านมา 

การบันทึกการเทรดสมมุติและผลลัพธ์ช่วยให้เข้าใจความสามารถในการทำกำไร ขณะที่ตัวชี้วัดสำคัญ เช่น อัตราชนะ อัตรากำไร และการขาดทุนสูงสุด ช่วยวัดความเสี่ยงและความสม่ำเสมอ จากผลลัพธ์เหล่านี้ เทรดเดอร์สามารถปรับปรุงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพก่อนเทรดจริง

การทดสอบล่วงหน้า & และแนวทางการเทรดแบบกระดาษ

หลังจากทดสอบย้อนหลัง เทรดเดอร์ควรเทรดแบบกระดาษในสภาวะตลาดจริงแบบเรียลไทม์ก่อนเสี่ยงเงินจริง ขั้นตอนนี้ช่วยประเมินคุณภาพการดำเนินการ เข้าใจการตอบสนองทางอารมณ์ และระบุปัญหาที่อาจไม่ปรากฏในช่วงทดสอบย้อนหลัง 

โดยการปรับแต่งขั้นสุดท้าย เทรดเดอร์สามารถปรับปรุงระบบได้อีก เมื่อเริ่มเทรดจริง ควรเริ่มด้วยขนาดตำแหน่งเล็กเพื่อจำกัดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจในสภาวะตลาดจริง

การจัดการความเสี่ยงในกลยุทธ์การเทรดรายวัน

การจัดการความเสี่ยงเป็นหัวใจของความสำเร็จในการเทรดรายวัน แม้แต่การตั้งค่าที่ดีที่สุดก็อาจทำให้เกิดการขาดทุนอย่างมากหากไม่มีกลยุทธ์ที่มั่นคง นี่คือวิธีจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ:


พื้นฐานการกำหนดขนาดตำแหน่ง

การกำหนดขนาดตำแหน่งควบคุมจำนวนเงินทุนที่เปิดเผยในแต่ละการเทรด

  • ความเสี่ยงต่อการเทรด: จำกัดที่ 1-2% ของยอดเงินในบัญชีทั้งหมด ต่อการเทรด

  • สูตรขนาดตำแหน่ง: ขนาดตำแหน่ง = เงินที่เสี่ยง ÷ หยุดขาดทุนในหน่วยพิปส์ (หรือจุด)

  • การจัดการการขาดทุนสะสมเพื่อให้อยู่ในเกม: หากบัญชีของคุณมี $20,000 และคุณเสี่ยง 1% ต่อการเทรด ($200) และจุดหยุดขาดทุนคือ 20 pips ขนาดตำแหน่งของคุณควรเป็น $200 ÷ หารด้วย 20 pips = $10 ต่อพิป.

  • การใช้เลเวอเรจอย่างระมัดระวัง - การใช้มาร์จิ้นอย่างรับผิดชอบ: เลเวอเรจที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยง ควรใช้เลเวอเรจให้สอดคล้องกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของคุณ

การตั้งจุดหยุดขาดทุนเพื่อปกป้องเงินทุน

คำสั่งหยุดขาดทุนจำกัดการขาดทุนของคุณหากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับคุณ

  • ประเภทของจุดหยุดขาดทุน:

    • จุดหยุดขาดทุนแบบคงที่: กำหนดเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอน (เช่น 1% ของเงินทุน)

    • จุดหยุดขาดทุนแบบ ATR: ใช้ Average True Range (ATR)  เพื่อปรับระยะจุดหยุดตามความผันผวน

    • จุดหยุดขาดทุนทางเทคนิค: วางที่ ระดับแนวรับ/แนวต้านเส้นแนวโน้ม, หรือ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่.

  • จุดหยุดขาดทุนแบบตามราคา: ปรับตามการเคลื่อนไหวของการเทรดในทิศทางที่เป็นประโยชน์ เพื่อรักษากำไรและปกป้องขาลง

  • ตัวอย่าง:

    • ซื้อที่ $100 โดยตั้งจุดหยุดขาดทุนที่ 2% → จุดหยุดตั้งที่ $98.

    • ในฟอเร็กซ์ หาก ATR คือ 15 pips จุดหยุดขาดทุนอาจตั้งที่ 1.5 × ATR = 22.5 pips.

การจัดการการขาดทุนสะสมเพื่อให้อยู่ในเกม

การขาดทุนสะสมคือการลดลงของมูลค่าบัญชีหลังจากการขาดทุนต่อเนื่อง

  • ขีดจำกัดการขาดทุนสูงสุด: หยุดเทรดหากขาดทุนสะสมรายเดือนถึง 5-10%.

  • อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง: ตั้งเป้าอย่างน้อย 1:2  (เสี่ยง $1 เพื่อทำกำไร $2)

  • ลดความเสี่ยงในช่วงขาดทุนต่อเนื่อง:

    • หากขาดทุนต่อเนื่อง ให้ลดความเสี่ยงต่อการเทรดลงครึ่งหนึ่ง.

    • ประเมินกลยุทธ์ใหม่—ว่าภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยหรือการดำเนินการผิดพลาด?

  • ตัวอย่าง:

    • เทรดเดอร์เริ่มต้นด้วย $10,000 และขาดทุน $1,000 (ขาดทุนสะสม 10%)

    • พวกเขาลดขนาดตำแหน่งและมุ่งเน้นการเทรดที่มีความน่าจะเป็นสูงกว่า


ยกระดับกลยุทธ์การเทรดรายวันของคุณกับ TMGM

อัปเกรดการเทรด Day Trade ของคุณกับ TMGM

เพราะ "ความเร็ว" และ "ต้นทุน" คือหัวใจของการเทรดรายวัน เราจึงเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้คุณ

⚡ สั่งปุ๊บ ติดปั๊บ (Fast Execution)

หมดปัญหา Slippage กวนใจ ด้วยเซิร์ฟเวอร์ความเร็วสูงที่ช่วยให้คุณได้ราคาเข้า-ออกที่แม่นยำที่สุดในเสี้ยววินาที

💰 สเปรดแคบ (Competitive Spreads)

Day Trader ต้องเข้าออกบ่อย "ต้นทุน" จึงสำคัญ! เพิ่มกำไรสุทธิของคุณด้วยสเปรดเริ่มต้นที่ต่ำพิเศษในทุกสภาวะตลาด

🛠️ เครื่องมือครบมือ (Pro Tools)

เทรดบน MT4/MT5 พร้อมอินดิเคเตอร์ขั้นเทพ และเข้าถึงสินทรัพย์กว่า 18,000+ รายการ (หุ้น, ทอง, คริปโต) ในพอร์ตเดียว

🛡️ อุ่นใจ 24/5 (Support & Education)

มีทีมงานมืออาชีพคอยดูแลตลอด 24 ชม. พร้อมคลังความรู้ฟรีจาก TMGM Academy เพื่อพัฒนาฝีมือคุณให้เก่งขึ้นทุกวัน

พร้อมทำกำไรรายวันในสภาพแวดล้อมระดับโลกหรือยัง?

*การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ

ไม่ว่าจะเน้นกลยุทธ์ตามเทรนด์ การเทรดเบรกเอาต์ หรือสแคลป์ TMGM มอบโครงสร้างพื้นฐานมืออาชีพ เครื่องมือเทรดขั้นสูง และ สถาบันการเทรด ที่จำเป็นเพื่อดำเนินแผนการเทรดรายวันของคุณอย่างแม่นยำ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับกลยุทธ์การเทรดรายวัน (Day Trading)

กลยุทธ์ไหนดีที่สุดสำหรับการเทรดรายวัน?

+

เทรดเดอร์รายวันทำเงินได้วันละเท่าไหร่?

+

ฉันสามารถทำเงิน 1,000 ดอลลาร์ต่อวันจากการเทรดรายวันได้ไหม?

+

Pattern Day Trader (PDT) คืออะไร และกฎ 25,000 ดอลลาร์คืออะไร?

+

เทรดเดอร์รายวันทำงานวันละกี่ชั่วโมง?

+
TMGM
Trade The World
ทีม TMGM Academy และ Market Insights เป็นกลุ่มนักวิเคราะห์ทางการเงินและนักกลยุทธ์การเทรด ด้วยการเข้าถึงข้อมูลสถาบันแบบเรียลไทม์และประสบการณ์การดำเนินงานในตลาดมากกว่าทศวรรษ ทีมให้การวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฟอเร็กซ์ ทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น พลังงาน) และดัชนี เนื้อหาของเราถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ตามที่ระบุไว้ในหน้าประกาศนโยบายบรรณาธิการของเรา TMGM ปฏิบัติตามแนวทางของ ASIC และ VFSC
เข้าร่วมกับลูกค้ามากกว่า 1,000,000 คนบนแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับรางวัลของเรา
1
สมัครบัญชีจริง
2
ฝากเงิน
เข้าบัญชี
3
เริ่มเทรด
ได้ทันที
เปิดบัญชี